ตอนที่ 6
เรื่องนี้มันต้องโทษพวกโจร ถ้าโจรพวกนั้นไม่ทำลายขบวนขันหมาก พี่เปรียวก็คงจะ...” เปรียวตัดบทดื้อๆ
บัวบานอึ้งมากก่อนเอะใจ “พี่เปรียว...เหมือนพี่เปรียวดีใจเลยนะที่ไม่ต้องแต่งงานกับคุณปลัดดนัย พี่รู้ใช่ไหมว่าไอ้โจรพวกนั้นมันเป็นใคร!”
ooooooo
จนแล้วจนรอดเปรียวก็ไม่ปริปากเรื่องโจรปล้นขบวนขันหมาก บัวบานได้แต่เก็บความสงสัยไว้รอเวลาเค้นลูกพี่ลูกน้องสาวภายหลัง หินไม่รู้เรื่องด้วย มัวกระวนกระวายอยากปรับความเข้าใจกับเปรียว
หาญเห็นเพื่อนไม่มีสมาธิฝึกขานนาคจึงแอบส่งสัญญาณให้ออกไปนอกโบสถ์ หินมองมา ชี้หน้าตัวเองงงๆ
“แกนั่นแหละไอ้หิน...แกถูกมารผจญมาตั้งแต่หัวค่ำ ไม่มีทั้งสติทั้งสมาธิยังงี้ แกท่องยันสว่างก็ไม่รู้เรื่อง...แกอยากไปหาเปรียวไม่ใช่หรือ...ไปเถอะ...ฉันจะรับหน้าลุงสัปเหร่อกับมัคนายกเอง แกจะได้เรียกสติกลับมาสู้กับมาร”
หินดีใจมาก รีบย่องจากโบสถ์ไปหาตามเสียงหัวใจเรียกร้อง เปรียวก็คิดถึงเขาไม่ต่างกันแต่ทิฐิทำให้สะบัดเสียงใส่ทันทีที่เห็นหน้าเขาตรงท่าน้ำ
“โดนลูกปืนคราวที่แล้วยังไม่เข็ดหรือ หรือปืนสั้นมันเล็กไปไม่น่ากลัว เอาลูกซองเลยไหมค่อยเต็มหน้าเต็มท้อง!”
“เปรียว...ผมแค่จะมาขออโหสิกรรมที่ผมทำให้เปรียวชวดตำแหน่งคุณนายคุณปลัด”
“ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าโจรที่ปล้นขบวนขันหมากเป็นฝีมือนายกับแก๊งเด็กวัด”
“ใช่...อย่างน้อยก็หยุดเปรียวไว้ หยุดเวลาให้เปรียวทำความรู้จักปลัดดนัยมากกว่านี้ ผมหวังดีเพราะหวังจะให้เปรียวเป็นกำลังสำคัญในการช่วยชาวบ้าน...ผมจะบวช...ผมจะสู้กับมารในตัวผมไม่ได้เลยถ้าเปรียว
ไม่อโหสิกรรมให้ผม”
น้ำเสียงและท่าทางจ๋อยๆของเขาทำให้เปรียวใจอ่อนยวบ หินเห็นลางดีรีบอ้อน “ผมมาขออโหสิกรรม... กรรมใดที่ผมได้ล่วงเกินเปรียวไปด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมก็ดี ขอให้เปรียวอโหสิกรรมนั้นๆแก่ผมด้วยเถิด”
เปรียวสบตาหินแน่นิ่งก่อนเอ่ยเสียงอ่อน “ฉันอโหสิกรรมให้”
“ขอบใจมากนะครับ คำอโหสิกรรมของเปรียวจะทำให้ผมมีกำลังใจจะสู้กับมารในตัวผม”
พูดจบก็ว่ายน้ำกลับกระท่อมป่าช้า ทิ้งเปรียวให้มองตามจนลับตา พึมพำกับตัวเอง
“ฉันต่างหากล่ะต้องขอบใจนายที่นายช่วยฉัน ไม่ให้ฉันต้องแต่งงานกับคุณปลัดดนัย”










