ตอนที่ 6
“รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ พ่อคุณเป็นตำรวจ คุณก็เลยอยากเป็นตำรวจเหมือนพ่อคุณเพราะคิดว่าพ่อแม่คุณจะภูมิใจที่เห็นคุณเป็นตำรวจ” หินประหลาดใจว่ารู้ได้ยังไง ติ๊ยาเฉลย “น้องสาวคุณบอกฉัน...นี่คุณอย่าว่าฉันกวนนะ แต่ถามหน่อย แล้วถ้าพ่อฉันเป็นโจรฉันต้องเป็นโจรด้วยไหมล่ะ พ่อแม่ฉันจะภูมิใจใช่ไหม...เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่นะ แต่จะบอกว่าคนเราน่ะเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่ให้เป็นคนดี มีชีวิตที่สดใส แค่นี้พ่อแม่ก็ภูมิใจแล้ว”
“มีชีวิตที่สดใส” หินทวนคำแล้วส่ายหน้า
“ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณจะเป็นคนสิ้นหวังง่ายๆแบบนี้ ตอนแรกฉันก็คิดว่าคุณเป็นคนที่เอาจริงเอาจัง มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แต่ฉันคิดผิดเหรอเนี่ย”
“คุณหนูอย่างคุณไม่มีวันเข้าใจ”
“ก็รอดูกันไป วันไหนที่จะเกิดวิกฤติอะไรขึ้นในชีวิตฉันก็ตาม ถ้าวันนั้นคุณยังไม่สิ้นหวังจนคิดสั้นฆ่าตัวตายไปซะก่อน ก็ขอให้รอดูว่าฉันจะเข้าใจและฝ่าวิกฤติในชีวิตฉันไปได้ไหม”
หินฟังอย่างเดียวไม่พูดอะไรสักคำ ติ๊ยาง่วงมาก สตาร์ตรถแล้วถามว่า
“บ้านอยู่ไหน ป่านนี้เมียคุณรอแย่ รีบกลับบ้านไปคุยกับเมียให้เมียปลอบใจเหอะ ฉันจะไปส่ง”
แทนคำตอบ...หินมองเธอแล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
ooooooo
แทนที่หินจะได้กำลังใจหรือคำปลอบโยนจากรตี กลับต้องมาได้ยินคำพูดที่บั่นทอนยิ่งขึ้นไปอีกทั้งที่เธอยังไม่รู้ว่าสามีโดนปลดออกจากตำรวจแล้ว
รตีพูดกับพิชัยผู้เป็นพ่อขณะกินข้าวเช้าด้วยกันโดยไม่รู้ว่าหินเข้ามายืนอยู่มุมหนึ่ง เธอหาว่าพ่อเข้าข้างหินตลอดทั้งที่เขาเป็นฝ่ายทิ้งเธอไปไม่กลับบ้านกลับช่อง
“ช่วงนี้หินเขาคงไม่สบายใจมากนะเรื่องคดีนั่นน่ะ ยังไงลูกเป็นเมียเขาก็ต้องเข้าใจ คอยปลอบใจเขาหน่อย ไม่ใช่ปล่อยให้เขาทุกข์ใจอยู่ฝ่ายเดียว”
“ช่วยไม่ได้ ก็หาเรื่องทุกข์เองนี่ รตีบอกจนปากจะฉีกแล้วว่าให้ลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆกับรตีก็ไม่ยอม มัวแต่เพ้ออยากจะเป็นตำรวจ แล้วเป็นไง ปล่อยให้ติดคุกซะให้เข็ด”
พิชัยส่ายหน้าหน่ายใจ เหลือบเห็นหินก็ชะงัก
ไม่แน่ใจว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่จึงชวนคุยปกติ










