ตอนที่ 6
“พูดไปก็แค่นั้น ก็คุณมีอคติกับฉันอยู่แล้ว นี่คงคิดไม่ถึงด้วยน่ะสิว่าผู้หญิงอย่างฉันจะหยุดรถให้เต่าข้ามถนน”
“ผมเคารพชีวิตทุกชีวิต ไม่ว่าจะตัวเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ไม่ว่าจะสัตว์หรือคนทุกชีวิตมีค่าเสมอสำหรับผม”
ติ๊ยาได้ยินแล้วอึ้งเพราะมันโยงไปเหตุการณ์ที่ผ่านมา แล้วสองคนก็กลับมาขึ้นรถโดยไม่พูดอะไรกัน กระทั่งคิดว่าแถวนี้ไม่มีอู่หินจึงให้ติ๊ยาจอดรถ พอดีน้ำโทร.บอกพี่ชายว่าแม่อยู่โรงพยาบาลหินเลยต้องอาศัยรถของติ๊ยาไปต่อ
เมื่อถึงโรงพยาบาลหินร้อนใจวิ่งไปหน้าห้องฉุกเฉินซึ่งเป็นจังหวะที่น้ำกับเผือกประคองสุนีย์ออกมาพอดี
“หิน...ลูกมาที่นี่ได้ยังไง”
“น้ำโทร.บอกพี่หินเองค่ะแม่”
“จะไปรบกวนพี่เขาทำไมล่ะลูก แม่ไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“แม่ครับ น้องทำถูกแล้วที่โทร.หาผม แล้วนี่หมอว่าไงบ้าง”
“หมอบอกว่าที่คุณน้าเป็นลมน่าจะเกิดจากพักผ่อนน้อย”
สุนีย์ไม่อยากให้ลูกชายกังวลรีบแย้งว่าตนนอนตามปกติ แต่น้ำยืนยันว่าแม่นอนดึกตลอดแล้วก็ตื่นตีสี่ตีห้า
“ก็ต้องไปตลาดซื้อของมาทำกับข้าวสิยัยน้ำ”
“แม่ครับ...ผมบอกแล้วว่าผมจะเลี้ยงแม่เอง”
“จะเลี้ยงยังไง พี่หินเพิ่งจะถูกพักงานเนี่ยนะ” น้ำหลุดปากแล้วหน้าเจื่อนรีบขอโทษพี่ชาย หินทำท่าจะอธิบายแต่สุนีย์ชิงพูดเสียก่อนว่า
“แม่รู้ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องแล้ว แม่ก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่เราจะเล่าให้แม่ฟังซักที แม่เป็นแม่ของลูก ลูกทุกข์แม่ก็อยากแบ่งเบา ไม่ใช่ให้แม่ร่วมแต่สุขอย่างเดียว”
“ผมขอโทษครับแม่ ที่ผมไม่ได้เล่าอะไรให้แม่ฟังเพราะผมมั่นใจว่าผมจะพ้นข้อกล่าวหา...ผมยังจำคำที่พ่อบอกผมไว้เสมอว่า คนเราต้องมีศรัทธา แล้วมันจะช่วยให้เราผ่านพ้นทุกอย่างไปได้”
สุนีย์น้ำตาคลอดึงลูกชายเข้ามากอด น้ำกอดทั้งแม่และพี่ชาย เผือกมองภาพตรงหน้าด้วยความตื้นตัน ส่วนติ๊ยาเห็นและได้ยินทุกอย่างค่อยๆเดินมายื่นโทรศัพท์มือถือคืนหิน
“คุณลืมไว้ในรถฉัน”
“ขอบคุณ”
เผือกมองติ๊ยากับหินอย่างประหลาดใจ แล้วยิ่งงงไปกันใหญ่เมื่อได้ยินติ๊ยาแนะนำตัวว่าเป็นเพื่อนกับผู้กองหิน แถมเธอยังกุลีกุจออาสาพาแม่ของเขาไปส่งบ้านโดยทำตัวกลมกลืนมากเสียจนหินยังเหวอ ตอบคำถามเผือกไม่ถูกว่าเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เมื่อไหร่
ooooooo
ทันทีที่เปิดประตูบ้านเข้ามาหินชะงักกับกลิ่นฉุนเตะจมูก บ่นอุบว่ากลิ่นอะไร มีตัวอะไรตายในบ้านหรือเปล่า?
“บ้าสิพี่หิน ไม่ได้มีอะไรตัวอะไรตายซักหน่อย” น้ำพูดหน้าง้ำ










