ตอนที่ 5
น้ำหวานกับน้ำแข็งไม่เชื่อว่าหินกับหาญจะเป็นโจรปล้นรถโดยสาร ต่างจากเปรียวที่อดระแวงไม่ได้เพราะยังคาใจที่มาที่ไปของสองหนุ่ม บัวบานเห็นเปรียวทำหน้าเครียดก็อดถามไม่ได้
“พี่เปรียว...พี่เชื่อไหมว่านายหินกับนายหาญเป็นโจรปล้นรถโดยสารเมื่อคืน”
“มันก็น่าเชื่อ...พฤติกรรมของสองคนนั่นที่เคยหายไปและจู่ๆก็กลับมาอีก แต่วันที่กลับมาบ้านโคกก็มีการปล้นบนศาลาวัด ต่อมาก็ปิดตลาดปล้น ปล้นบ้านแล้วมาปล้นรถโดยสาร”
บัวบานจะค้าน เปรียวโพล่งตัดหน้าอย่างรู้ทัน “พี่รู้...ถ้าจะโยงนายหินนายหาญกับโจรปล้นเราต้องมีเหตุผลกับหลักฐานมากกว่าการกล่าวหา แต่จนเดี๋ยวนี้เรายังไม่รู้เลยว่าสองคนนั่นหายไปยี่สิบกว่าปีไปทำอะไรมา...”
ooooooo
ดนัยรีบมาหาเปรียวที่บ้านทันทีเมื่อได้ยินข่าวเรื่องหินกับหาญ สีหน้าปั้นแต่งให้ร้อนใจจนเปรียวเชื่อสนิท
“ผมเพิ่งรู้เรื่องโจรปล้นรถโดยสารเมื่อคืน หมวดรำพึงเขาตามไปจับคนต้องสงสัยแล้วแต่จับไม่ได้ครับ”
“นายหินกับนายหาญหรือคะ”
“หลวงตาบุญท่านให้การเป็นพยานว่านายหินกับนายหาญถูกท่านกักตัวให้ทำสมาธิในโบสถ์ทั้งคืน”
เปรียวมีสีหน้าโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะพยายามปรับให้เรียบเฉย
“จริงหรือคะ...สองคนนั่นไม่ใช่โจร”
“ครับ...หมวดรำพึงจำต้องเชื่อเพราะหลวงตาบุญท่านรับรองลูกศิษย์ของท่านว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”
ดนัยจับสังเกตอาการของเปรียว เห็นท่าทางเหมือนดีใจที่หินกับหาญพ้นข้อกล่าวหาก็อดเครียดไม่ได้...หรือว่าเธอจะมีใจให้หนึ่งในสองคนนี้...
หลังจากหลวงตาบุญ มัคนายกผวนและสัปเหร่อฉุยช่วยกันแก้ต่างและเป็นพยานให้จนพ้นข้อกล่าวหาเป็นโจรปล้นรถโดยสาร หินกับหาญก็ถอนสมาธิและเดินออกจากโบสถ์
หาญเปิดฉากถามทันที “แกคิดว่ามันเป็นแผน ของใคร ปล้นรถโดยสารแล้วโยนความผิดให้เราสองคน”
หินตอบโดยไม่ลังเล “มันจะเป็นใครไม่ได้นอกจากเสี่ยภุชงค์ มันเก็บเราเมื่อตอนที่เราไปซุ้มมือปืนไม่ได้มันก็ต้องทำทุกวิธีที่จะกำจัดเสี้ยนหนามของมัน”
“ถ้าฉันจะเป็นศัตรูของเสี่ยภุชงค์ฉันจะไม่เป็นแค่เสี้ยนหรือหนามของมันหรอก”
“เพราะแกจะเป็นไม้จิ้มฟันที่สะเออะไปงัดไม้ซุงหรือยังไง”
“ไหนๆฉันก็ตกกระไดพลอยโจนไปกับแกแล้ว ไม่ว่าฉันจะเป็นอะไรแกก็เป็นด้วย”
“งานนี้ไม่ใช่แค่การแก้แค้น แต่เป็นการแก้ระบบที่มันคดโกง ที่มันเอารัดเอาเปรียบคนอ่อนแอ คนจนที่ไม่มีทางต่อสู้ ระบบที่คนรวยหาประโยชน์กับคนจน ใช้ศักยภาพที่เหนือกว่าสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง”
“ยิ่งรวยยิ่งไม่พอ เมื่อไม่พอก็ต้องเดือดร้อนกันไม่เลิก แกกับฉันต้องร่วมมือกัน!”










