ตอนที่ 8
เทวัตคร่ำครวญว่าถ้าดาญ่าไม่ใช่ลูกสาวของภิมุขและเขาไม่ได้เป็นลูกบุญธรรมของเหิม เราสองคนคงมีทางเดินที่ดีกว่านี้ เธอผละจากอ้อมกอด ประคองใบหน้าเขาด้วยสองมือปลอบว่าเราสองคนคบกันด้วยใจ เขาดีกับเธอแค่นี้ก็พอแล้ว เขาจับมือเธอที่ประคองหน้ามากุมไว้ ก้มหน้าไม่กล้าสบตาด้วย เธอแปลกใจนี่เขาเป็นอะไรไป เขากลัวว่าแม้วันนี้จะปกป้องเธอได้แต่คงมีสักวันที่เขาต้องหันไปปกป้องพ่อของเขา
“เพราะอย่างนี้ใช่ไหมคะ คุณถึงดึงคุณอารยะมาช่วยฉัน”
ชายหนุ่มพยักหน้ายอมรับว่าใช่ เพราะเชื่อว่า
คนที่เก่งบูชาความถูกต้องอย่างอารยะจะสู้กับพ่อของเขาได้โดยไม่เห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหม ดาญ่าไม่อยากให้เขาไปไหน ถ้าไม่มีเขาเธอจะอยู่อย่างไรแล้วโผกอดเขาไว้
“อย่าไปไหนนะคะ อยู่เป็นกำลังใจให้ฉัน ฉันรักคุณนะคะเทวัต ได้ยินไหมคะ ฉันรักคุณ” ดาญ่าสารภาพทั้งน้ำตา เทวัตกอดเธอตอบโดยไม่รู้เลยว่าหลังจากวันนี้มีเหตุทำให้เขาจำต้องตัดใจจากเธอ
ooooooo
เทวัตเดินเซื่องซึมมาถึงหน้าบ้าน รู้สึกหนักอึ้งไปหมด ไม่อยากกลับบ้านเพราะบรรยากาศระหว่างตัวเองกับพ่อไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ขณะจะก้าวเท้าเข้าบ้านมีเสียงซอสามสายดังขึ้น เขาถึงกับชะงักฝีเท้าสงสัยว่าเสียงดังมาจากไหน เสียงซอที่ดังแว่วเหมือนเตือนว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตราย
สถาปนิกหนุ่มสะบัดหัวเรียกสติคิดว่าตัวเองหูแว่วไปเอง ครั้นเข้าไปในบ้านต้องตกใจเมื่อเจอเหิมนั่ง
หน้าเครียดรอท่าอยู่โดยมีปืนวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า ท่านต่อว่าเขาที่ไปเป็นเพื่อนดาญ่าปิดบัญชีเงินฝากและ
ขนข้าวของออกจากตู้เซฟธนาคาร เขาพยายามอธิบายว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเรื่องธุรกรรมของเธอที่ธนาคาร เขาแค่ไปรับเธอเท่านั้น เหิมโกรธที่เขายังมีหน้ามาปฏิเสธคว้าตุ๊กตาไม้ใกล้มือขว้างใส่ เขายกมือกันไว้ทัน
“แกจะให้ฉันจัดการกับแกยังไงดี ฉันเตือนแกแล้วใช่ไหมว่าฉันจะฆ่าแกถ้าแกสนองคุณฉันด้วยการเนรคุณ” เหิมว่าแล้วตบโต๊ะที่วางปืนดังปัง เทวัตมองปืนแล้วอดผวาไม่ได้...
ขณะที่เหิมเล่นบทโหดกับลูกบุญธรรมของตัวเอง ดาญ่ากำลังเดินผ่านสวนจะไปเรือนเล็ก มีเสียงคุณหนูร้องเตือนให้ระวังข้างหลังดังขึ้น เธอหันขวับไปถามว่าใครอยู่ตรงนั้นให้ออกมา วัชรีเดินออกมาจากมุมมืดใกล้ๆ อ้างมีเรื่องจะถาม ตนรู้มาว่าวันนี้เธอไปเอาข้าวของกับเอกสารออกจากเซฟในธนาคารที่ภิมุขฝากไว้ ทำไมไม่บอกกล่าวกันบ้าง พินัยกรรมยังไม่ทันจะเปิด เธอ
ไม่ควรเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของภิมุขไปเป็นของส่วนตัวมันไม่แฟร์กับตน
“แล้วทรัพย์สินของคุณพ่อที่คุณยักยอกไปไม่รู้เท่าไหร่ มันแฟร์สำหรับฉันมากนักนี่”










