ตอนที่ 10
แคล้วอาการกำเริบ สองมือกุมหัวทิ้งตัวลงกับพื้นเจ็บปวดทรมาน สมุนช่วยกับจับแต่แคล้วดิ้นพราด คล้อยรุกเร่งเอาคำตอบจากอากาพะโยว่าจะเลือกจบหรือไปต่อ
“ได้...ข้าจะทำให้”
อูซานจะท้วงแต่อากาพะโยบอกว่า “มันไม่มีประโยชน์ที่เราจะตายอย่างไร้ค่า...แกคงรักษาคำพูดนะไอ้เสือคล้อย”
“ตราบใดที่แกไม่ตุกติกข้าก็รักษาคำพูด”
“งั้นก็เริ่มกันเลย”
อากาพะโยฝนว่านมาจุ่มน้ำในแก้วแล้วท่องคาถาก่อนยื่นให้คล้อยเอาให้ลูกกินโดยมีสมุนสามคนช่วยกันจับแคล้วนั่ง...หลังจากกินน้ำแก้วนั้นไปไม่นาน แคล้วอาการดีขึ้นทันตา พวกคล้อยดีใจมาก ยกเว้นอูซานที่มองมาด้วยความไม่พอใจ
“พ่อ...ข้ายังไม่ตายใช่ไหม”
“ยังลูก พ่อไม่มีวันปล่อยให้เอ็งตายหรอก”
“ว่านนี้แค่ระงับเชื้อเท่านั้น มันได้แค่ประคองไม่ให้เจ็บปวดทรมาน แต่มันไม่ได้ตลอดไปหรอกนะ”
“แต่ก็ดีกว่าที่เป็นอยู่ ขอบใจที่ช่วยลูกข้า แต่ข้ามีอีกเรื่องที่เราต้องคุยกัน”
“ข้าบอกไปหมดแล้วทุกเรื่อง”
“ยัง...ข้าเคยได้ยินเรื่องแผ่นหนังเสือสมิง มันอาจมีดีพอที่จะรักษาลูกข้าได้ ข้าสืบเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ไม่รู้ความลับที่ซ่อนอยู่ข้างใน ไม่มีใครครอบครองแผ่นหนังเสือได้นอกจากผู้สืบทอดต้นกำเนิดเท่านั้น และคนคนนั้นก็คือเจ้าไง...อากาพะโย”
“แต่ข้าไม่เคยมีหนังเสืออะไรที่เจ้าว่า”
“ถ้าเจ้าไม่มีแล้วใครจะมีล่ะ”
อูซานสวนทันควันอย่างฉุนเฉียว “ไอ้พวกผิดคำพูด พ่อข้าทำอย่างที่พูดแล้วยังจะเอาอะไรอีกวะ ปล่อยข้ากับพ่อซะก่อนที่ข้าจะทนไม่ไหว”
“ข้าขอร้องดีๆไม่ได้ผิดคำพูด ถ้าพ่อเจ้ามีของที่รักษาลูกข้าได้ ก็ต้องทำให้ถึงที่สุดสิวะ”
อากาพะโยประเมินสถานการณ์ว่าตัวเองกับลูกเป็นรองจึงไม่แข็งขืน “ถ้าข้าจะมีหนังเสือนั่นอย่างที่เจ้าเข้าใจ มันก็ไม่ได้อยู่ที่ข้าแล้ว มีคนมาค้นที่บ้านข้าก่อนข้ากลับมาถึง แล้วมันก็หายไป”
“ในที่สุดมันก็มีจริงๆใช่ไหม”
“เปล่าประโยชน์ที่จะโกหก ข้ามี...แต่มีคนเอาไปจากบ้านข้าแล้ว”
“ใครล่ะ บอกมาสิ ข้าจะไปเอามาคืนให้เอง”
“จอปาคือคนที่มาที่นี่”
“จอปาเหรอ...มิน่ามันถึงได้ล่าสมิงเหมือนกัน ที่แท้ก็ต้องการหนังเสือนี่เอง แบบนี้มันสำคัญแน่ๆ ข้าอยากจะรู้แล้วสิว่ามันทำอะไรได้บ้าง”
“มันก็แค่หนังเสือธรรมดาเท่านั้น”










