ตอนที่ 9
หินกับหาญแยกกันหนี โดยที่เปรียวไปกับหินและน้ำหวานไปกับหาญ ส่วนบัวบานกับน้ำแข็งหนีเตลิดไปอีกทาง ทิ้งสัปเหร่อฉุย มัคนายกผวน ดินและดำให้ช่วยกันดับไฟที่ป่าช้า
ดนัยควักปืนตามหาหินกับเปรียวหวังฆ่าปิดปากแต่ไม่เจอแม้แต่เงาเพราะสองหนุ่มสาวเป้าหมายเลือกกระโดดลงคลองหลังป่าช้าและปล่อยตัวไหลตามน้ำเรื่อยๆ
เปรียวพยุงตัวเองขึ้นนอนแผ่หราบนฝั่งนอกเขตบ้านโคก โดยมีหินตามไปนอนข้างๆ
“เราถูกน้ำพัดออกจากคลองแล้ว รอดตายแล้ว...แล้วพวกนั้นล่ะ”
“ไม่ต้องห่วง ถ้าทุกคนหนีลงน้ำได้คงปลอดภัยจากไฟ”
“ถ้าพวกมันรู้...”
สีหน้าหวาดๆของเปรียวทำให้หินสงสาร ปลอบเสียงเข้ม “ร่องน้ำด้านหลังป่าช้าไม่ค่อยมีคนรู้ว่ามันทะลุออกแม่น้ำอีกด้านได้ เมื่อก่อนวัดใช้ทางนี้ลำเลียงศพพวกเราทุกคนต้องปลอดภัย”
“นี่มันเผากันสดๆเลยนะ”
หินถอนใจหนักหน่วง “ผมไม่แปลกใจหรอก...ตอนนี้เสี่ยภุชงค์มันกำลังบ้าอำนาจ มันทำอะไรก็ได้ที่มันต้องการ มันมีเป้าหมายจะครอบครองบ้านโคกทั้งอำเภอ”
“แต่บ้านโคกเป็นแค่เมืองเล็กๆแทบจะไม่มีคนรู้จัก”
“บ้านโคกอยู่ติดฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีทางเรือขึ้นล่องจากเหนือลงถึงกรุงเทพฯออกไปจนถึงปากอ่าว มันขนยาเสพติดทางเรือเลี่ยงด่านตรวจทางบกแล้วการ
ขนถ่ายก็ง่ายกว่า สะดวกกว่า สามารถออกไปทางทะเลได้”
“ยังงี้นี่เองมันถึงต้องการครอบครองเมืองนี้...”
ขณะที่หินกับเปรียวหาทางรอดแถวริมฝั่งแม่น้ำ หาญกับน้ำหวานก็ขึ้นฝั่งอีกแห่งและพยายามมองหาที่ซ่อนตัว
น้ำหวานกวาดตามองรอบตัวงงๆ “ที่ไหนนี่...มันมืดเสียจนไม่รู้ว่าฝั่งไหน”
“คุณไม่รู้แล้วผมจะรู้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน”
พลันสายตาน้ำหวานก็เหลือบเห็นเจดีย์ตั้งตระหง่านตรงหน้า
“เจดีย์...โอย...ฉันโล่งอกเลย มีเจดีย์โบราณข้างหน้า ถ้ามีเจดีย์ตรงนี้ก็หมายความว่าเรายังอยู่ในเขตบ้านโคก”
ท่าทางตื่นเต้นดีใจและความรู้เฉพาะทางของ
น้ำหวานทำให้หาญเอะใจ “คุณรู้ได้ยังไง”
“เพราะเจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบนี้ ส่วนใหญ่จะพบในภาคกลาง”
หาญนิ่วหน้า แกล้งทัก “ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าแม่ค้าขายเสื้อยกทรงอย่างคุณจะสนใจเรื่องโบราณคดีด้วย”
“ฉันแค่ตั้งข้อสังเกต...เราต้องรู้ว่าเราหนีตายมาถึงไหน”
ooooooo










