ตอนที่ 10
“ใช้เงินทั้งหมดซื้อข้าวกักตุนไว้ให้มากที่สุด ส่วนพี่จะซื้อน้ำมันกับพวกยารักษาโรคตุนไว้เอง เกิดวิกฤติเมื่อไหร่ เราจะรวยชนิดนับเงินไม่ทันเลย”
“แต่ถ้าทำแบบนั้นจะมีคนเดือดร้อนอีกเยอะเลยนะครับ”
ชาญยุทธไม่สนคำค้านของน้องชายบุญธรรม “ต้องสนใจทำไม โอกาสมาถึงแล้ว ใครไม่ทำก็โง่ แล้วไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้นนะ เราจะใช้โอกาสนี้พลิกกลับไปเล่นงานไอ้พันเดชให้จมดินไปเลย”
“พี่อ้ายจะใช้วิกฤตินี้บีบพวกนักเลงเหรอครับ”
“ฉลาดสมเป็นเสือ นักเลงไม่ว่าจะมือแน่แค่ไหนก็ต้องกินข้าว ถ้าข้าวยากหมากแพงขึ้นมาก็เดือดร้อนกันทุกคน คนที่กลับมาเข้าข้างเราจะได้ของไปกินไปใช้แล้วยังเอาไปขายต่อทำกำไรได้อีก ไอ้พันเดชไม่มีปัญญาทำแบบนี้ได้หรอก”
ทรงวาดอ้าปากจะปฏิเสธแต่ชาญยุทธก็ยกเรื่องเขาสอบตกเลือกตั้งมากดดัน
“เสือเลือกตั้งแพ้คราวนี้ทำให้พี่เสียหายไปมากนะ ยังไงพี่ก็ต้องถอนทุนคืน เสือต้องช่วยพี่!”
ooooooo
ทรงวาดไม่มีทางเลือกต้องทำตามคำสั่งชาญยุทธใช้เงินกว้านซื้อข้าวเพื่อกักตุนไว้ในโรงสี ห้ามไม่ให้มีการซื้อขายจนกระทั่งเกิดข่าวใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์สองสัปดาห์ต่อมา ปิ่นมุกอ่านแล้วเข้าใจทุกอย่าง รีบไปเอาเรื่องทรงวาดที่ยอมทำตามคำสั่งพี่ชายบุญธรรมแบบไม่สนว่าเป็นเรื่องผิดหรือถูก
“มันเป็นคำสั่งพี่อ้าย แล้วเงินที่เอามาใช้หมุนก็เป็นเงินของพี่อ้ายทั้งนั้นจะให้อั๊วทำยังไง”
คำตอบของทรงวาดยิ่งทำให้ปิ่นมุกหัวเสีย โต้เสียงเข้ม “แล้วพวกชาวบ้านหาเช้ากินค่ำล่ะเฮีย ของแพงขึ้นชั่วข้ามคืนอย่างนี้เขาจะทำยังไง ของอื่นยังพอทนแต่ข้าวนะเฮีย ไม่มีข้าวกินก็อดตาย”
“อั๊วขอย้ำอีกครั้ง เงินส่วนของอั๊ว อั๊วไม่เคยเอาไปซื้อสินค้ากักตุน แต่เงินพวกนี้เป็นของพี่อ้าย อั๊วไม่มีสิทธิ์ไปห้ามเขา ข้าวทั้งโกดังก็ของพี่อ้ายกว้านซื้อไว้ทั้งนั้น อั๊วจะทำอะไรได้”
“รู้ว่าคนอื่นทำผิดแล้วยังช่วย ถึงไม่ทำเองก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกเฮีย”
ปิ่นมุกแหวด้วยความโมโห ทรงวาดเถียงไม่ออกเพราะสิ่งที่เธอพูดเป็นจริงทุกอย่าง
สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ โรงสีข้าวของทรงวาดกักตุนข้าวสารไว้จนล้นในขณะที่ชาวบ้านรวมกำลังอดตาย ทุกคนในบ้านทรงวาดโดยเฉพาะปิ่นมุกไม่มีใครสบายใจกับเรื่องนี้ หวิดขโมยข้าวไปขายหลายครั้งเพราะทนเห็นความลำบากของพวกชาวบ้านไม่ไหว สุดท้ายก็บากหน้าไปพูดกับทรงวาดอีกครั้ง
“อั๊วไม่รู้นะว่าลื้อไปเจออะไรมา แต่จะพูดกี่ครั้งอั๊วก็พูดเหมือนเดิม มันไม่ใช่เงินอั๊ว อั๊วตัดสินใจอะไรไม่ได้ทั้งนั้น”










