ตอนที่ 14
“ดูจากสภาพศพแล้ว เวลานั้นผู้ตายน่าจะตายไปแล้วนะครับผู้กอง”
“หมายความว่าคนที่ส่งข้อความหาผมอาจจะเป็นคนอื่นงั้นเหรอ”
ตำรวจไม่ตอบแต่ถามว่าเขาไปถึงที่นั่นกี่โมง วศินบอกว่าถ้าจำไม่ผิดจากสนามบินไปถึงบ้านพ่อก็น่าจะประมาณหนึ่งชั่วโมงคือสี่ทุ่ม ผู้กองสั่งตำรวจให้เช็กไฟลท์ให้ละเอียดว่าตรงกับคำให้การของ
ผู้ต้องสงสัยไหม แล้วถามต่อ “หลังจากที่คุณเข้าไปในบ้านแล้วยังไงต่อ”
“ผม...เจอพ่อนอนจมกองเลือด ตอนนั้นพ่อตายไปแล้ว...หลังจากนั้นมีคนมาตีหัวผมจนผมสลบไป”
“คุณกำลังจะบอกว่ามีคนแอบอยู่ที่นั่นด้วย แล้วเขาทำร้ายคุณจนสลบไปเหรอ”
“ใช่...ผมมารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าตรู่แล้ว เสียงคนไขประตูปลุกผม แล้วทุกคนก็เข้ามา จากนั้นทุกอย่างก็เป็นแบบที่คุณตำรวจรู้นั่นแหละครับ”
ตำรวจมองหน้ากันเหมือนจะเชื่อ แต่แล้วผู้กองก็ตัดบทว่า
“เอาล่ะ ยังไงซะเราคงต้องควบคุมตัวคุณไว้ก่อน รอจนกว่าผลการชันสูตรศพของคุณพ่อคุณจะออกมา ถึงจะรู้ว่าคุณยังเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ไหม” แล้วสั่ง ตำรวจลูกน้อง “เอาตัวไปขังต่อ”
ooooooo
ที่บ้านศิริเสนี...อ้อกำลังเช็ดรูปพ่อที่เอาไปใส่กรอบมาเตรียมไปงาน ถวิลเข้ามาถามว่าทำอะไร?
“อ้อเพิ่งเอารูปคุณพ่อไปใส่กรอบมาค่ะ ถ้าทางนิติเวชชันสูตรศพพ่อเสร็จจะได้เอาไปที่วัดด้วยเลย”
“คุณสรวิชญ์ไปสบายแล้วนะคะคุณอ้อ อย่าทำให้ท่านเป็นห่วงอีกเลย...หักอกหักใจบ้างนะคะ เดี๋ยวจะไม่สบาย” อ้อถามว่าป้าถวิลเชื่อไหมว่าพี่วศินเป็นคนฆ่าพ่อ “ป้าพูดตรงๆ ป้าไม่เชื่อหรอกค่ะ”
“อ้อก็คิดแบบนั้นค่ะ ถ้าพี่วศินฆ่าคุณพ่อจริง พี่วศินคงหนีไปตั้งแต่ก่อนที่พวกเราจะไปเจอแล้วล่ะค่ะ”
ถวิลบอกว่ามีหลายอย่างน่าสงสัย คิดถึงคำขู่ของสุดาวรรณที่ว่า “ถ้าคุณสรวิชญ์เป็นอะไรไป
ตนจะโทษว่าเป็นความผิดของแม่ถวิล!!” บอกว่า “เหมือนกับว่าคุณสุจะรู้แต่แรกแล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณสรวิชญ์”
อ้อถามว่าถ้าไม่ใช่พี่วศิน...ป้าว่าใครน่าสงสัย ถวิลบอกว่าอย่าให้ตนพูดเลย คุณอ้อจะไม่สบายใจเปล่าๆ อ้อบอกว่าตนก็ไม่อยากคิดแบบนั้นเลย ถวิลรู้ว่าอ้อ ก็คิดเหมือนตน ยื่นมือไปจับปลอบใจว่า
“คุณอ้อคะ...ในชีวิตของป้า ป้าเชื่ออยู่อย่างหนึ่งค่ะ เรื่องบาปบุญคุณโทษ ป้าเชื่อว่าต่อให้คนเราจะพยายามแค่ไหนก็หนีบาปกรรมของตัวเองไปไม่พ้นหรอกค่ะ ตอนนี้คุณอ้อทำใจสบายๆ คิดซะว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ทุกคนมีกรรมของตัวเองนะคะ” อ้อพยักหน้ารับเศร้าๆ
อ้นเดินผ่านหน้าห้องทำงานของสรวิชญ์ได้ยินแม่คุยโทรศัพท์เสียงตึงเครียด...
“ยังหาพินัยกรรมฉบับใหม่ของคุณสรวิชญ์ไม่เจอเหรอ?” อ้นชะงักแอบฟังแอบดู เห็นสุดาวรรณคุยมือถือ
“แกแน่ใจนะว่าหาทั่วบ้านไอ้ทนายสมชาติแล้วไม่เจอ”
ที่แท้สุดาวรรณคุยกับม้าเหล็ก เมื่อมันยืนยัน สุดาวรรณเลยสงสัยว่าสรวิชญ์อาจจะเก็บไว้เอง บอกว่าตนจะลองหาทางนี้ดูอีกที ม้าเหล็กกังวลถามว่าตำรวจสงสัยเรื่องการตายของคุณสรวิชญ์ไหม
“แกไม่ต้องห่วงหรอกน่า เราวางแผนรัดกุมแล้ว ฉันเชื่อว่าตำรวจไม่มีทางสงสัยเด็ดขาด หลักฐานมัดตัว แน่นขนาดนั้น ยังไงซะไอ้วศินมันก็ต้องรับผิดเข้าคุก แทนฉันอยู่แล้ว”
อ้นช็อก!
พอสุดาวรรณวางสายจากม้าเหล็กเห็นประตูแง้มอยู่และมีเงาคนยืนอยู่หน้าห้องก็ตกใจ
“นั่นใครน่ะ” ประตูค่อยๆแง้มออกจึงเห็นอ้นยืนอยู่ สุดาวรรณตกใจสุดขีด อ้นถามว่าแม่ทำแบบนี้ได้ยังไง สุดาวรรณทำหน้าตายถาม “อ้น...อะไรกันลูก”
อ้นพูดเสียงปร่าว่าตนได้ยินหมดแล้ว สุดาวรรณพุ่งเข้าดึงตัวอ้นเข้าไปในห้อง ปิดประตู จับมืออ้นแน่นพยายามอธิบาย “อ้น...ฟังแม่นะลูก...”
“ผมไม่ฟัง” อ้นสะบัดมือออก “คนที่ฆ่าคุณพ่อคือคุณแม่ ไม่ใช่ไอ้วศิน คุณแม่ทำแบบนี้ได้ยังไง นั่นคุณพ่อนะ คุณพ่อของอ้น แม่ฆ่าคุณพ่อได้ยังไง??!!!”
“แม่ไม่ได้ตั้งใจลูก มันจำเป็น คุณพ่อกำลังจะเปลี่ยนพินัยกรรมยกทุกอย่างให้ไอ้วศินดูแล”
“ก็ช่างมันสิ! จะไม่เหลืออะไรก็ช่างมัน แต่แม่ต้องไม่ฆ่าพ่อ ได้ยินไหม!! ทำไมแม่ต้องทำแบบนี้ด้วย!!”
สุดาวรรณบอกว่าเพราะพ่อจะเอาแม่เข้าคุก อ้นถามว่าทำไมคุณพ่อต้องเอาคุณแม่เข้าคุกด้วย??
“แม่...แม่สั่งฆ่าทนายสมชาติ” อ้นช็อกอีกครั้ง “แม่วางแผนจับตัวคุณพ่อ ตั้งใจจะทำให้คุณพ่อเปลี่ยนใจเรื่องพินัยกรรม แต่คุณพ่อรู้ความจริงก่อนว่าเป็นฝีมือแม่เลยจะเอาแม่เข้าคุก เราทะเลาะกัน แม่ต้องปกป้องตัวเอง แม่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะลูก” สุดาวรรณบอกว่าตนทำทุกอย่างเพื่อลูก ไม่ให้มันแย่งทุกอย่างของลูกไป
“แล้วแม่เคยถามผมไหมว่าผมต้องการสิ่งที่แม่ทำให้ไหม? ถ้าพ่อต้องตาย แม่ต้องเป็นฆาตกรฆ่าคน ผมก็ไม่ต้องการ!!”
สุดาวรรณบอกว่าแม่ผิดไปแล้ว ยกโทษให้แม่ ด้วย อ้นส่ายหน้าร้องไห้วิ่งออกไป สุดาวรรณตะโกนเรียก “ตาอ้น...ตาอ้นลูก” พลางวิ่งตามไป
ooooooo










