ตอนที่ 10
สีหน้าลวิตามีแผนการ พลันมยุราเข้ามาบอกว่าไตรภพมาหา สองสาวสบตากัน...ไตรภพยืนรออย่างกระวนกระวายใจ พอเห็นลวิตาปลอดภัยดีก็โล่งอก ไม่มีใครคาดคิด ลวิตาเข้าจับมือไตรภพบอกกำลังคิดถึงเขา รู้สึกเหมือนไม่ได้เจอมานาน พระเอกหนุ่มหน้าเหวอ มยุรากับจีน่ามองหน้ากันงงๆ มยุราทนไม่ไหวถามลวิตาเป็นอะไร เธอตอบหน้าตาเฉยว่าไม่ได้เป็นอะไร
“ไม่อ่ะ ท่าทางแกแปลกมาก” จีน่าเข้ากระซิบ “แกคิดจะทำอะไร อยู่ๆแกดีกับเขาทำไม? ทั้งที่แกเพิ่งบอกฉันว่า...” ลวิตาขยิบตา จีน่าเห็นก็เข้าใจทันที
“แกพูดอะไรของแกห๊ะ ฉันไม่เข้าใจทำไมทุกคนมองแปลกๆหรือว่าหน้าหลิวมีอะไร”
“ทำไมคุณทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ไตรภพสงสัย
“อะไรเกิดขึ้นเหรอคะ ถ้าไม่มีใครเล่าให้หลิวฟัง หลิวจะรู้เองได้ไง”
ไตรภพเอ่ยชื่อปวัตร ลวิตาถามว่าใคร ไตรภพกับมยุรามองเธองงๆ ส่วนจีน่ากังวลใจ
“เอ้า หลิวถามก็ไม่มีใครตอบ แล้ววันนี้จะรู้เรื่องไหมคะเนี่ย” ลวิตาทำเป็นทวงถาม
“อย่าบอกนะว่าลูกจำเรื่องระหว่างตัวเองกับมิคได้ แต่กลับลืมเรื่องของคุณปวัตร...”
ลวิตากะพริบตาปริบๆทำทีไม่เข้าใจที่แม่พูด แล้วบอกว่าตนจำได้ว่า ตนเกิดอุบัติเหตุตกจากระเบียง ไตรภพถามย้ำว่าจำได้แค่นั้นหรือ หญิงสาวรับว่าใช่ และจำไม่ได้ด้วยว่าผู้ชายที่พูดถึงชื่ออะไร คบกันด้วยหรือ พระเอกหนุ่มแทรกว่าเธอขอเลิกกับตนหันไปคบกับปวัตร
“นี่มันบ้าชัดๆ ฉันขอโทษนะมิค ขอโทษจริงๆ ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าทำอะไรลงไป”
มยุรากระซิบถามจีน่าว่าลวิตาเป็นอะไร จีน่าอ้างคำพูดหมอว่า เธอความจำเสื่อมชั่วคราว ตอนนี้คงความจำกลับคืน แต่มยุราก็แปลกใจทำไมถึงลืมปวัตร จีน่าโบ้ยไปเรื่องสมองคนเราซับซ้อน ลวิตาบอกไตรภพว่ายังรู้สึกกับเขาเหมือนเดิม เขาเป็นคนเดียวที่เธอรัก ไตรภพดีใจมาก
มยุราทนไม่ไหวเข้าดึงลวิตาออกไปคุยลำพัง
เค้นถามว่ากำลังทำอะไร ลวิตาทำทีไม่เข้าใจ และย้ำว่าคนที่ตนรักมาตลอดคือไตรภพ มยุราโวยไม่ยอมเพราะเกลียดเขามากและจะไล่ออกไปจากบ้าน ลวิตาห้ามจึงโดนแม่อาละวาดปาข้าวของใส่ จีน่ากับไตรภพได้ยินเสียงรีบเข้ามาช่วย ลวิตายืนกรานว่ารักไตรภพ ถ้าแม่กีดกันจะออกไปจากบ้านหลังนี้ มยุราโกรธหันไปจะตบไตรภพแต่ลวิตาเข้าขวางโดนฝ่ามือเข้าเต็มหน้า ทุกคนตกตะลึง มยุราอึ้งมากถึงกับเป็นลม
ooooooo
ลวิตาดูแลมยุราจนฟื้นแล้วกลับออกมา ไตรภพเป็นห่วงรอยช้ำที่หน้า เธอบอกไม่เจ็บเท่ากับเจ็บปวดใจ
ที่แม่ให้เลิกคบกับเขา พระเอกหนุ่มตื้นตันกุมมือเธอขอโทษที่ปกป้องเธอไม่ได้
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอแค่คุณเชื่อว่าฉันรักคุณก็พอ...”










