ตอนที่ 9
อินบอกว่าม่วงรักใคร่แม่สุ่นนัก และแม่สุ่นก็ห่วงใยม่วงมาก สุ่นยิ้มเศร้าบอกว่า หญิงเดียวที่ม่วงรักก็มีแต่แม่อินเท่านั้น อินไม่เชื่อ สุ่นกุมมืออินไว้พูดจากใจว่า
“เชื่อฉันเถิด ฉันรู้จักพี่ม่วงดี หากแต่พี่ม่วงก็เข้าใจว่าแม่อินไม่มีใจให้เช่นกันเรื่องมันถึงได้วุ่นวายมาจนป่านฉะนี้ วันหน้าได้เจอพี่ม่วงก็ลองพูดคุยกันตรงๆเถิดจ้ะ ฉันเชื่อว่าต้องเข้าใจกันได้”
“ถ้าได้เจอกันอีกอย่างแม่สุ่นว่าก็คงดี แต่บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ฉันจะได้เจอพี่ม่วงเมื่อใดยังไม่รู้เลย” อินเข้าใจม่วงจากการบอกเล่าของสุ่น แต่คิดถึงเหตุการณ์บ้านเมืองแล้วก็หน้าเศร้าอย่างสิ้นหวัง
ooooooo
วันนี้พระยาตากกับหลวงพิชัยอาสาขี่ม้ากลับจากอโยธาถึงค่าย พันหาญรีบเข้าไปถามว่าเข้าไปอโยธยามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง
“อโยธยาไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงดอก แต่ฉัน ได้ข่าวสำคัญจากสายในอังวะมา บางทีอโยธยาอาจจะไม่ต้องทำศึกแล้ว”
ม่วงถามว่าเป็นไปได้อย่างไร อังวะรุกรานเรา มาเป็นแรมปี จู่ๆจะเลิกได้อย่างไร หลวงพิชัยบอกว่า ถ้าอังวะต้องรับศึกใหญ่ก็อาจถอนทัพกลับไปได้ทุกเมื่อ ม่วงถามว่าจะมีแว่นแคว้นใดกล้าก่อศึกใหญ่กับอังวะได้อีกหรือ
“มีสิ ถ้าแว่นแคว้นนั้นคือเมืองจีนอย่างไรเล่า” พระยาตากตอบทันที
ผ่านมาเพียงเดือนเศษ ทหารจีนไว้เปียของ ราชวงศ์ชิงก็บุกเข้าโจมตีกองทัพอังวะที่ทุ่งโล่ง ทั้งสองฝ่ายสู้กันอย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงผู้บรรยายว่า...
“ในปีพุทธศักราช 2308 สืบเนื่องจากการเกณฑ์ทหารในหัวเมืองฉานไปปราบทวายและเชียงใหม่ ต่อเนื่องมาถึงการรบกับกรุงศรีอยุธยา ทำให้เจ้าฟ้าหัวเมืองฉานทั้งหลายไม่พอใจจึงพากันไปฟ้องร้องต่อจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง จักรพรรดิเฉียนหลงจึงมีพระบัญชาให้ยกกองทัพเข้าโจมตีดินแดนของอังวะ นับเป็นการเริ่มต้นสงครามระหว่างจีนกับอังวะ ซึ่งกินเวลานานกว่าสี่ปีและมีผลกระทบมาถึงกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรีในเวลาต่อมา”
เวลานั้น...พระเจ้ามังระ อะแซหวุ่นกี้และขุนนางประชุมกันเครียด ทหารรายงานว่ากองทัพจีนมีมากกว่าเรานัก เราจึงทำได้แค่ตั้งรับ เวลานี้กองทัพจีนค่อยๆรุกเข้ามาแล้ว ขุนนางผู้หนึ่งกลัวมากเสนอว่าเราคงต้านทานไม่ได้ ขอให้ยอมอ่อนข้อต่อจีนเถิด
“มีผู้ใดคิดจะให้ข้ายอมแพ้อีกหรือไม่” พระเจ้ามังระตวาดก้อง อะแซหวุ่นกี้เสนอว่าแม้พวกหัวเมืองจะสวามิภักดิ์ต่อจีนแต่ตนก็มั่นใจว่าเรารับมือได้ พระเจ้ามังระถามอะแซหวุ่นกี้ว่ามีแผนการอย่างไรให้ว่ามา










