ตอนที่ 14
“นัธมน...นัธมน ผมต้องการเจอนัธมน”...
พิพัฒน์หลบมายืนน้ำตาซึมเป็นห่วงเตชิตเพียงลำพัง ยัดหมากฝรั่งใส่ปากเคี้ยวหวังให้คลายความว้าวุ่นใจ ฉัตรรัศมีเข้ามาหาเห็นเขาน้ำตาคลอทั้งตกใจปนแปลกใจ ทำไมเขาถึงแคร์เตชิตขนาดนี้
“อะไรทำให้เธอคิดว่าฉันแคร์หมอนั่น”
“ท่านร้องไห้อยู่ไม่ใช่เหรอ”
“จระเข้น้ำตาไหลไม่ใช่เพราะมันเศร้า บ่อยครั้งที่มันร้องไห้ระหว่างกินเหยื่ออยู่เพราะว่าต่อมน้ำตามันอยู่ตรงกราม คนจึงมักเข้าใจว่ามันร้องไห้ขณะกัดกินเพราะสงสารเหยื่อ”
“แล้วท่านน้ำตาไหลเพราะอะไร”
“ฉันเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่” ว่าแล้วพิพัฒน์
ถุยหมากฝรั่งทิ้งเพื่อยืนยันคำพูด
ฉัตรรัศมีมองอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก มีเหตุผลสองอย่างที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะปากแข็งก็แปลว่าเตชิตไม่มีค่าอะไรเลย เขารู้ดีพูดไปจะเข้าตัวเปล่าๆรีบเปลี่ยนเรื่องคุย ขอให้พักเรื่องเตชิตไว้ก่อน ได้เจอชัชบ้างไหม
“หลังจากเจ้าปอมโดนยิงตายวันปะทะกับตำรวจก็ไม่เห็นชัชอีกเลย”
“ใช่...อย่าไว้ใจมัน ฉันไม่รู้ว่ามันไปเข้ากับตำรวจด้วยหรือเปล่า”
ฉัตรรัศมีไม่คิดว่าชัชจะเป็นอย่างนั้น เท่าที่รู้วันนั้นมีแค่วรมันคนเดียวที่หักหลังเรา พิพัฒน์ถามประชดแล้วเธอคิดหรือเปล่าว่าวรมันจะทำแบบนั้น เธอไม่ตอบได้แต่อึ้ง เขาเตือนอย่าไว้ใจใครทั้งนั้น ระวังตัวให้ดีๆ แล้วลูบแก้มเธอราวกับเป็นห่วงมากมายแต่เขากลับไม่ได้รู้สึกอย่างที่แสดงออกมา
“ถ้า...ฉัตรเป็นอะไรไป ท่านจะร้องไห้ไหม”
“เธอมีหมากฝรั่งให้ฉันเคี้ยวไหมล่ะ” พิพัฒน์ยิ้มเหี้ยม ฉัตรรัศมียิ้มตอบสีหน้าไม่ต่างกัน
ooooooo
กานดาในสภาพตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เห็นแฟ้มเอกสารปกเปื้อนเลือดที่นิรมนทิ้งไว้ให้ก็จำได้ทันทีว่าเป็นแฟ้มที่ฉัตรรัศมีถือไว้วันที่ตัวเองถูกฉีดน้ำเชื้อ รีบเปิดดูข้างในพบว่าคนบริจาคน้ำเชื้อคือนำบุญก็ตกใจแทบช็อก ครั้นตั้งสติได้เดินไปหาเขาที่นั่งกอดเข่าเจ่าจุก บอกให้ลุกขึ้น
“ผมไม่พูดกับคุณ...คุณไปทำแท้งเอาเด็กออกได้อย่างไร คุณทำได้อย่างไร” นำบุญต่อว่าน้ำตาคลอเบ้า
“ฉันบอกให้ลุกขึ้น ลุกสิลุก” กานดาตีๆๆนำบุญไม่ยั้ง เขายอมลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้ อยากรู้ว่าเธอต้องการอะไรจากเขาอีก เธอตะคอกใส่หน้ารู้ไหมว่าการที่เด็กไม่อยู่แล้วมันดีอย่างไร เขาไม่อยากฟังเบือนหน้าหนี เธอจับเขาให้หันมาประจันหน้าด้วย สั่งให้ฟังสิ่งที่เธอจะพูด
“เธอจะได้ไม่ต้องมีห่วงไง ไอ้เฒ่า เธอมัวนั่งทำอะไรอยู่ เป้าหมายของเธอคือจัดการพิพัฒน์ไม่ใช่เหรอ แล้วมานั่งกอดเข่าอยู่อย่างนี้ได้อะไรขึ้นมา”










