ตอนที่ 4
เจ้าเวียงสวรรค์กับเจ้าช่อเอื้องกอดลูกชายคนเดียวอย่างแสนรัก เจ้าเวียงสวรรค์ถามหนานแก้วว่าตามเสือไปถึงไหน หนานแก้วบอกว่าตามไปถึงตีนดอย รอยมันก็หายไป
“เสียดายที่ฆ่ามันไม่ได้ หรือว่าเสือตัวนี้จะเป็นเสือผี...ขบวนอัญเชิญพระธาตุปีนี้คงต้องระวังตัวกันหนักขึ้น” หนานแก้วพยักหน้า เจ้าเวียงสวรรค์เอ่ยชื่นชมว่า “ยังดีมีคนกล้าอย่างเจ้ามาช่วยอัญเชิญพระธาตุศรีจอมทองไปสรงน้ำ และต่อไปก็คงต้องฝากเจ้าลูกชายคนเดียวของข้าให้เจ้าช่วยสั่งสอนวิชาอาคมให้ด้วย ดูเอา วันนี้ยังไล่เสือไปได้ ขนาดเพิ่งเรียนวิชากับเจ้าแค่ไม่กี่วัน”
หนานแก้วนิ่ง เงียบ และขอตัว กลินท์จะตามไปก็ได้ยินเจ้าน้อยถามเจ้าเวียงสวรรค์อย่างดูแคลนว่า
“หนานแก้วเป็นเพื่อนกับเจ้าพ่อนานแล้วหรือ”
“ตั้งแต่ยังเป็นละอ่อนน้อย จนเติบใหญ่มาด้วยกัน หนานแก้วหนีไปบวชเรียนได้เกือบยี่สิบกว่าปี สึกออกมาจึงมาขออยู่กับพ่อ หนานแก้วไม่ใช่ญาติสนิทเราก็หมือนกับญาตินะเจ้าน้อย”
“ใครๆก็อยากเป็นญาติสนิทกับเจ้าพ่อทั้งนั้นแหละ” เจ้าช่อเอื้องน้ำเสียงดูแคลน เจ้าเวียงสวรรค์ติงว่า
“แต่ไม่ใช่หนานแก้วหรอก หนานแก้วมันไม่ใช่คนลำพองตน มันไม่เคยโอ้อวดว่าเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อเลยสักครั้ง ตรงข้ามมันยังเจียมเนื้อเจียมตัว พ่อเกรงใจ”
เจ้าน้อยถามไม่พอใจว่าดูท่าเจ้าพ่อจะไว้ใจหนานแก้วมาก เจ้าเวียงสวรรค์ยอมรับว่าไว้ใจมากกว่าใคร เจ้าน้อยถามว่า “มากกว่าข้าอีกหรือ??”
“เจ้าน้อยจะเอามาเปรียบเทียบทำไม เจ้าน้อยควรจะเรียนรู้และเคารพหนานแก้วเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง จำไว้ว่าหนานแก้วและครอบครัวไม่ใช่บ่าวใช่ทาสของคุ้มเรา หนานแก้วเขามีวิชาความรู้มากมาย เป็นครูบาอาจารย์ เจ้าน้อยต้องร่ำเรียนสิ่งที่หนานแก้วสอน เป็นผู้ใหญ่จะได้เป็นคนเก่ง”
“ข้าไม่จำเป็นต้องเก่งก็ได้ ยังไงข้าก็เป็นหน่อเนื้อตระกูลของเจ้าหลวง” เจ้าน้อยพูดอย่างยโสแล้วลุกไปอย่างไม่สบอารมณ์ เจ้าเวียงสวรรค์ได้แต่มองตามพึมพำหนักใจ
“ขี้คร้าน ขี้อวด ขี้แพ่ง อันนี้คือเจ้าน้อยเทวาฤทธิ์ของแท้”
กลินท์ได้ยินชื่อเต็มเจ้าน้อยเทวาฤทธิ์ รู้สึกคุ้นมาก พึมพำเรียงลำดับ “เจ้าน้อยเทวาฤทธิ์ อินทร์ กลินท์ เทียนคำ ถ้าเราคือเทียนคำ งั้นเด็กเจ้าน้อยนี่ก็คืออินทร์งั้นหรือ” พอลำดับได้กลินท์ก็รีบตามเจ้าน้อยไปทันที
ตามไปจนถึงบ้านหนานแก้ว กลินท์สงสัยว่าเจ้าน้อยมาที่นี่ทำไม? ได้ยินเจ้าน้อยสบถอย่างยโสว่า










