ตอนที่ 7
“นี่แหละค่ะความจริงของฉัน”
“พักนี้มีเรื่องประหลาดมากมายแม้กระทั่งคุณ ผมสังเกตคุณหน้าคล้ายเจ้าฟ้าทิพฉายผู้หญิงที่โคกร้าง”
ooooooo
การลงมาวุ่นวายกับโลกมนุษย์ครั้งนี้ของรวิปรียาทำให้องค์พระสุยามะที่เฝ้ามองลงมาจากยามาภูมิไม่พอใจสั่งลงโทษขั้นเด็ดขาด
“ในเมื่ออยากรู้จักกิเลส เจ้าจงอยู่ที่นั่น ใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง จงเจ็บปวดเยี่ยงมนุษย์จนกว่าข้าจะเรียกเจ้ากลับขึ้นมา” เสียงพระสุยามะดังกึกก้อง ทั้งนางฟ้าและเหล่าทวยเทพต่างตกใจที่พระองค์ลงโทษรวิปรียาขั้นรุนแรงโดยเฉพาะสินีวาลีที่เป็นห่วงสหายรุ่นน้องมาก แต่ไม่มีใครกล้าทักท้วง
รวิปรียาซึ่งอยู่ที่โคกร้างรู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาดชาไปทั้งตัว แสงนวลสีขาวที่ส่องประกายรอบตัวเอง บัดนี้หายไปสิ้น เหลือเพียงแสงตะวันยามเย็นใกล้ค่ำ เธอก้มมองเท้าเปล่าของตัวเองที่ตอนนี้แตะพื้นอยู่
“อยู่ที่นี่ เหมือนมนุษย์” รวิปรียามองไปรอบๆ
อย่างใจเสีย รีบเดินออกจากตรงนั้น...
ณ เรือนไทยทรงขนมผิง ผีเจ้าฟ้าทิพฉายไม่ยอมหมดหวังพยายามรื้อฟื้นความหลังในอดีตชาติกับภาธร
“ฉันเหมือนเจ้าฟ้าทิพฉาย คนที่มีความหมาย
ต่อคุณใช่ไหม”
ภาธรส่ายหน้า ถึงเธอจะเหมือนเจ้าฟ้าองค์นั้นแต่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับตนเองเลย เธอตัดพ้ออดีตไม่มีความหมายอะไรเลยหรือ ภาธรตอบอย่างไม่ต้องคิดว่าใช่ เพราะเขาเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน และเขามาที่นี่เพื่อมาทำงานไม่อยากให้ใครรบกวน ดังนั้นเธอควรกลับไปได้แล้ว เธอไม่ยอมกลับขออยู่ที่นี่ด้วย
“ไม่ได้ ผมอยากอยู่คนเดียว” โดนภาธรไล่ซึ่งหน้าผีเจ้าฟ้าทิพฉายก็ยังนิ่งเฉยไม่ขยับ เขาจึงเป็นฝ่ายเดินออกจากเรือนไปเอง เธอถึงกับน้ำตาร่วงที่เขาไม่ไยดี...
ความมืดเริ่มโรยตัวลงมา รวิปรียาเร่งเดินออกจากโคกร้างหวังให้พ้นชายป่า โชคไม่ดีเจอวัยรุ่น 3 คนสุมหัวกันเสพยาบ้า พวกมันเมาได้ที่เห็นหญิงสาวเดินเพียงลำพังช่วยกันฉุดหวังจะทำมิดีมิร้าย เธอสู้สุดฤทธิ์ไม่ยอมให้ถูกทำร้ายง่ายๆ แต่คนเดียวจะสู้แรงหื่นของผู้ชายสามคนได้อย่างไร โดนพวกมันช่วยกันลากเข้าพงหญ้า
ไม่ห่างกันนัก ภาธรกำลังจะไปบ้านกำนันเรือง ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องให้ช่วย รีบวิ่งไปยังต้นเสียง...
บนยามาภูมิ พระสุยามะมองลงไปเห็นรวิปรียากำลังถูกทำร้ายแต่กลับนิ่งเฉยไม่ทำอะไร สินีวาลีทนไม่ได้ ต่อว่าพระองค์ว่าความผิดของรวิปรียาต้องถูกลงโทษขนาดนี้เลยหรือ










