ตอนที่ 3
“แต่ที่เธอทำใจดำมาก ไม่ใช่แค่คนคนเดียวที่เดือดร้อน ครอบครัวภาธรทั้งหมดโดยเฉพาะคุณหลวง คนเป็นพ่อต้องทุกข์ใจแค่ไหน เธอรู้แต่ทำเฉยก็เท่ากับเธอมีส่วนในความผิดครั้งนี้”
“อย่ามาว่าฉันนะ รวิปรียาเธอก่อเรื่องนี้เอง” แม้ปากจะต่อว่าแต่ในใจสินีวาลีคิดคล้อยตามรวิปรียา...
ฝ่ายภาธรเหนื่อยมาทั้งวันลุกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์มานอนบนโซฟาหนุนตักผีเจ้าฟ้าทิพฉายโดยไม่รู้ตัวก่อนจะหลับตาลงอย่างอ่อนล้าเต็มที เธอแตะที่ใบหน้าเขา
“หลับซะออกญา ตักข้าจะเป็นความอุ่นใจแก่ท่านเสมอ” สิ้นเสียงผีเจ้าฟ้าไฟในบ้านดับพึ่บ
ที่ด้านหน้าประตูรั้วบ้าน ทัดเมากึ่มเดินฮัมเพลงเข้ามาเห็นไฟในบ้านปิดมืดก็อดแปลกใจไม่ได้ทำไม
ภาธรถึงเข้านอนเร็วนัก หรือว่าอยู่กับสาวตาดุนางนั้นแล้วยิ้มหน้าทะเล้น กำลังจะไขกุญแจประตูรั้ว อสุรกาย 4 ตนพุ่งเข้ามาวนรอบตัวบ้าน จากนั้นบ้านทั้งหลังถูกปกคลุมด้วยเงาของพวกมัน ทัดคิดว่าตัวเองตาฝาด
“เฮ้ย...ใครทะลึ่งเอาผ้าดำมาปิดบ้านวะ”
อสุรกายตนหนึ่งพุ่งเข้าหา ทัดตกใจสุดขีดแหกปากร้องลั่นหมดสติหงายหลังตึงขวดเหล้าในมือตกแตก
ooooooo
ผีเจ้าฟ้าทิพฉายมองภาธรที่นอนหนุนตักตัวเองหลับสนิทด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พลันภาพในอดีต
ผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงของผีเจ้าฟ้าทิพฉาย ตอนนั้นพระองค์เงยหน้าขึ้นจากกราบพระประธานในโบสถ์เสร็จ ออกญาพิชิตแสนพลก้าวเข้ามาพร้อมกับลูกน้อง
เห็นพระองค์นั่งอยู่ก็ชะงักฝีเท้าขยับจะถอยกลับ
พระองค์หันมาเห็นเสียก่อน เหลือบมองปริกกับข้าหลวงอีกสองคน ทั้งหมดรู้งานรีบลุกออกมา ลูกน้องออกญาตามมาด้วย ทิ้งเจ้านายของทั้งคู่ไว้ตามลำพัง เจ้าฟ้าทิพฉายทักทายเขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่บังควรที่ข้าพระพุทธเจ้าจักอยู่ที่นี่ ยกโทษให้ข้าพระพุทธเจ้าด้วยที่เคยทำสิ่งมิควร ลบหลู่พระเกียรติ”
“ท่านไม่ผิดดอก ออกญาท่านไม่รู้ว่าเราคือใคร”
“บัดนี้รู้แล้วก็ควรเจียมตน” ระหว่างที่พูดออกญาพิชิตแสนพลได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาด้วย เจ้าฟ้าทิพฉายเสนอจะให้เขาได้รับใช้ใกล้ชิดกับสมเด็จพ่อ
แต่เขาไม่รับข้อเสนอ ขอเป็นทหารรบกับข้าศึกไม่ขอเป็นเสนาบดี แล้วคลานเข่าออกไป เจ้าฟ้าทิพฉายมองตามผิดหวังที่เขาไม่ยอมรับการสนับสนุน...
มีอยู่คราหนึ่ง ออกญาพิชิตแสนพลบาดเจ็บกลับมาจากการสู้รบ เจ้าฟ้าทิพฉายทราบเรื่อง สั่งให้ปริกเอายาฝรั่งไปมอบให้ กำชับอย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด เมื่อเขารู้ว่ายาจากปริกมาจากพระองค์ก็ลังเลไม่ยอมรับ ปริกต้องคะยั้นคะยอ เขาถึงยอมรับไว้ เธอพยายามชักชวนให้เขารับตำแหน่งเสนาบดีอย่างที่เจ้าฟ้าทิพฉายเสนอให้ เขาชักสีหน้าใส่ ยืนกรานขอเป็นทหารสู้ศึกจนตัวตายไม่หวังลาภยศใดๆ
“ของพระราชทานไม่ว่ายาหรือพระเมตตา ข้าเทิดไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมจนกว่าชีวิตจักหาไม่”...










