ตอนที่ 8
“พวกกูลำบากกันขนาดไหนมึงเคยรู้ไหม แต่ดูมึงสิท่าทางสุขสบาย เคยคิดไหมว่าพวกกูจะอยู่จะกินยังไง เคยโผล่หน้ามาไหมตอนที่พวกกูไม่มีจะกิน วันนี้มึงจะมาทวงอะไรอีกอีพร มึงไปซะแล้วอย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก ไม่อย่างนั้นกูฆ่ามึงแน่” จันทนีจ้องรพีพรอย่างเอาเรื่องก่อนสะบัดหน้าหันหลังเข้าบ้าน รพีพรไม่ละความพยายามรีบเดินตาม จันทนีไม่พอใจวิ่งไปหยิบมีดในครัวมาขู่ ถ้าขืนยังมาวอแวจะฆ่าให้ตาย
“จัน ไม่เป็นไรถ้าตอนนี้เธอยังโกรธฉันอยู่ ฉันพูดอะไรไปเธอก็คงไม่ฟัง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากขอ ถ้าหนูปานเขาเป็นลูกฉันจริงๆเรื่องที่เขาแต่งงานกับคุณปพล ฉัน...” รพีพรยังพูดไม่ทันจบจันทนีชิงพูดตัดหน้า
“อ๋อ ที่มึงมานี่ก็เพราะรู้ว่านังปานมันจะแต่งงานกับคนรวย ทำไม...อยากจะมาขอส่วนแบ่งหรือไง”
รพีพรพยายามอธิบายว่าจันทนีเข้าใจผิด แต่เธอไม่ฟังไล่ตะเพิดไปให้พ้น คนขับรถเห็นท่าไม่ดีรีบพารพีพรกลับ จันทนีแค้นไม่หายปามีดในมือไล่หลัง...
ฝ่ายปัทมากลับเข้าบ้านจัดแจงเอากับข้าวใส่จานมาวางตรงหน้าแม่ พร้อมกับบอกว่าพี่ปานไม่ได้อยู่บ้านพี่ตั้ม เจอพี่เดี่ยวที่นั่นก็ไม่รู้เหมือนกันว่า
พี่ปานไปไหน พี่ตั้มเองก็หายตัวไปเช่นกันไม่รู้ว่าไปด้วยกันกับพี่ปานหรือเปล่า เธอพูดแจ้วๆแต่ไม่มีเสียงจากแม่สักแอะ ชักเอะใจเงยหน้ามองเห็นท่านหน้าเครียดก็ร้องทัก
“แล้วนี่แม่เป็นไรไปอีก หน้าเครียดขนาดนี้จะห่วงอะไรนักหนาโตจะตายแล้วเดี๋ยวก็กลับมา เองแหละ”
“มึงไม่รู้เรื่องอะไรไม่ต้องพูดมากไปเก็บข้าวเก็บของรอนังปานกลับมา กูจะย้ายบ้าน”
ooooooo
ปพลพาปานตะวันมาที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้เพื่อให้เธอได้ทำความรู้จักกับเขามากขึ้น การได้อยู่ด้วยกันโดยไม่มีใครมาวุ่นวายอาจทำให้ทั้งคู่รู้ใจตัวเอง
การมาเกาหลีใต้ครั้งนี้ ปพลอาศัยความเป็นเจ้าถิ่น อาสาเป็นไกด์จำเป็นพาปานตะวันเที่ยว จากนั้นทั้งคู่จูงมือเดินเที่ยวไปด้วยกัน เขาพาชมสถานที่ท่องเที่ยวไปพลางเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กของเขาไปด้วย
“ผมเติบโตที่นี่หลังจากที่พ่อพาผมหนีมาจากแม่ ผมรู้ว่าพ่อผมทำงานหนักเพื่อที่จะสร้างฐานะและกว่าจะ มีวันนี้มันไม่ใช่เรื่องง่าย ผมพยายามทำทุกอย่างในสิ่งที่พ่อชอบแต่มันไม่เคยถูกใจเขาเลย พ่อไม่เคยมีเวลาให้ผม” ปพลฉุกคิดถึงเรื่องราวในอดีต ตอนนั้นเขาอายุ 12 ขวบ เข้าไปหาพ่อที่ห้องทำงานเห็นท่านง่วนอยู่กับงานตรงหน้า เขาไม่ทันเอาผลการเรียนซึ่งได้เกรดดีมากมาอวด ท่านก็ไล่เขาอย่าเพิ่งมายุ่งท่านกำลังทำงาน
ในวัยเด็ก ปพลมักจะถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว กินข้าวคนเดียว เพราะพ่อมัวแต่ยุ่งกับงาน เขานึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อใดได้แต่น้อยใจท่านทุกที ท่านไม่เคยมีเวลาให้เขาเลย แล้วหวนนึกถึงตอนที่ท่านเอากีต้าร์ตัวโปรดของเขาไปโยนทิ้ง
“ผมมีดนตรีเป็นเพื่อนแต่พ่อก็ทำลายมัน ทำลายสิ่งที่ผมรักไม่ว่าอะไรที่ผมรัก พ่อก็จะทำลายมัน ผมคิดนะว่าวันหนึ่งถ้าผมทำอะไรในสิ่งที่เขาชอบ เขาจะรักผมบ้างแต่คุณรู้ไหมว่ามันไม่เคยมีวันนั้นเลย”
“ฉันเชื่อว่าพ่อของคุณรักคุณนะคะ”
“ไม่จริง”










