ตอนที่ 2
ก็พอดีมีเสียงเอะอะเพราะขาของคนงานเข้าไปในเครื่องตัดน้ำแข็ง ธนูบอกเดือนกนกว่าให้ไปคิดดูแล้วกันว่าสิ่งที่ตนทำกับปัทม์ผิดหรือ แล้วรีบวิ่งไปดูคนงาน อุ้มคนงานขึ้นรถกระบะพาส่งโรงพยาบาล
วันนี้ขณะปัทม์ช่วยแม่ขายของที่โรงเรียน เฮียเล้งก็ไปหาบอกให้ไปกับเฮียหน่อย บอกลินจงให้กลับบ้านไปก่อนตนมีธุระคุยกับปัทม์ พอเดินออกมา เฮียเล้งถามวัดใจปัทม์ว่า คิดว่าตนเป็นคนยังไง และอยากทำงานกับตนไปอีกนานแค่ไหน
ปัทม์บอกว่าเฮียใจนักเลงดี รักลูกน้องและรักความยุติธรรม ตนคิดว่าจะทำงานกับเฮียไปจนกว่าจะถูกเฮียไล่ออก เฮียเล้งบอกว่าต่อไปนี้ไม่ต้องไปทำงานที่โรงน้ำแข็งแล้วแต่ให้ตามตนไปทุกที่ บอกว่า
“เฮียทำธุรกิจโรงน้ำแข็งนี่แค่บังหน้าเท่านั้น” ปัทม์ถามว่าตนช่วยอะไรเฮียได้ “ถึงเวลาแกจะรู้เอง ขึ้นรถ”
ปัทม์ในวัย 60 เศษเล่าถึงตอนนั้นแล้ว สรุปหน้านิ่งลึกว่า
“วินาทีนั้นที่ผมก้าวขึ้นรถของเฮียเล้ง ชีวิตของผมก็เข้าสู่อีกโลกหนึ่ง...เป็นโลกสีดำที่ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะถลำเข้าไปเพราะนับถือเฮียเล้ง ถลำเข้าไปเพราะผมเองที่เป็นคนดี”
แล้วเหตุการณ์ในวันนั้นก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอย่างเจ็บปวด เมื่อเฮียเล้งพาปัทม์ไปที่ซ่องและมีตำรวจกำลังมาจับ เจ้าของซ่องมากระซิบกับเฮียเล้ง เฮียบอกว่าไม่เป็นไรมันมีวิธีซิกแซ็ก ตนสนิทกับวงในจะช่วยประสานงานดูแลให้ รับรองว่าจะไม่มีใครมาจุ้นจ้านกับซ่องเราอีก ปัทม์จึงรู้ว่าที่แท้เฮียเล้งเรียกค่าคุ้มครองจากทุกซ่องในย่านนี้ เขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในกรุง คอยชี้เป็นชี้ตายธุรกิจมืดในอนาคต
คืนนี้เจ้าของซ่องเอาเงินเป็นมัดๆให้เฮียเล้ง เขาส่งเงินให้ปัทม์ถือ กระหนาบว่า
“ถ้ารักษาไอ้นี่ไว้ให้เฮียไม่ได้ แกก็รักษาชีวิตตัวเองไม่ได้เหมือนกัน”
ปัทม์รับเงินมาถือไว้ทั้งงงและประหม่าจนเย็นวาบไปทั้งตัว
ooooooo










