ตอนที่ 5
วรกิจรู้สึกแปลกที่วศินพูดอย่างนั้น หนูดีด่าว่าเห็นแก่ตัว ตั้งแต่ได้เป็นลูกเศรษฐี นายนั่นก็กลายเป็นคนใจดำไปเลย วรกิจบอกว่าต้องมีอะไรแน่ๆเพราะปกติวศินไม่ใช่คนที่จะห่วงตัวเองก่อนคนอื่น
หนูดีพูดอย่างน้อยใจว่าช่างเขาเถอะ ตอนนี้เขาไม่ลำบาก คงไม่ต้องการพวกเราแล้ว เราก็อย่าไปยุ่งกับเขาอีกเลย วรกิจสงสารลูกแต่ก็ยังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับวศินกันแน่
แตนที่แอบเห็นและแอบได้ยินอ้นมีเรื่องกับวศินก็คิดหนัก คืนนี้ไปยืนในสวนคิดกังวลหนักว่า
“พี่วศินชอบนังหนูดีหรือ” เลยพาลไม่ชอบหนูดีไปด้วย
บังเอิญพวงมณีมาเห็นแตน ถามว่ามาทำอะไรแถวนี้ แตนบอกว่ามาเดินเล่น พวงมณีระแวงว่าแตนจะมาอ่อยสรวิชญ์อยากเป็นคุณผู้หญิงของบ้านอีกคนหรือเปล่า แตนโต้ว่าตนไม่จนหนทางขนาดเอาคนแก่คราวพ่อมาทำผัวหรอก เถียงกันจนพวงมณีจะตบ
แตนจับมือยึดไว้ พูดใส่หน้าว่า
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เพราะหนูกับพี่วศินเรารักกัน พอพี่วศินเรียนจบเราจะแต่งงานกันค่ะ”
พวงมณีคาบข่าวไปบอกสุดาวรรณถึงห้องนอน สุดาวรรณถามว่าเด็กนั่นพูดอย่างนั้นจริงหรือ พวงมณียืนยันว่าจริง สุดาวรรณบอกพวงมณีว่าเธอจะไปไหนก็ไป เดี๋ยวตนจัดการต่อเอง
พอพวงมณีออกไปภัสสรก็โทร.เข้ามือถือสุดาวรรณพอดี เธอรับสายอย่างตื่นเต้นบอกว่ากำลังจะโทร.ไปหาอยู่พอดีเลย วรกิจเดินเข้ามาได้ยินทั้งสองคุยกันเรื่องวศินกับแตน สุดาวรรณบอกภัสสรว่า แต่วศินเป็นคนฉลาดยังไงก็ต้องเลือกหนูดีอยู่แล้ว
สองแม่คุยกันครู่เดียว ภัสสรก็เสนอว่ายังไงลูกเราก็ต้องแต่งงานกันอยู่แล้ว เราน่าจะคิดเรื่องหมั้นหมายกันให้จริงจังดีไหม สุดาวรรณบอกว่าใจเราตรงกันเลย ถ้างั้นไว้เรานัดคุยกันดีไหม
วรกิจได้ยินทั้งสองตกลงกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยก็ตกใจ แต่พอภัสสรคุยเสร็จหันมาเห็นวรกิจก็ตกใจยิ่งกว่าถามว่ามายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
วรกิจไม่ตอบแต่พูดหน้าตึงว่า “เป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆ คุณนี่มัน...เจ้ากี้เจ้าการวุ่นวายไปหมด” ภัสสรทำไขสือถามว่าอะไร วรกิจบอกว่าตนได้ยินหมดแล้ว ถามว่าไปกีดกันเด็กทำไม ลูกโตแล้ว มีความคิดความอ่านทำไมไม่ปล่อยให้ลูกตัดสินใจเอง
ภัสสรบอกว่าตนไม่ชอบไอ้วศิน วรกิจโต้ว่าแต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์จะจับลูกหมั้นกับใครก็ได้ พูดเสียงแข็งว่า
“ผมไม่ยอม คนที่ต้องเลือกว่าจะรักชอบพอใคร จะหมั้นจะแต่งกับใครก็มีแต่ตัวลูกคนเดียว” ภัสสรเถียงว่าตนเป็นแม่ ทำไมไม่มีสิทธิ์ “คุณทำแบบนี้รู้ไหมจะทำให้ลูกเสียใจ”
“เสียใจตอนนี้ก็ยังดีกว่า คอยดูสิ อีกหน่อยคุณกับลูกต้องมาขอบคุณฉัน” ภัสสรพูดแล้วเดินไปเลย
วรกิจถอนใจหนัก คิดว่าเรื่องต้องวุ่นวายกว่านี้แน่...
ooooooo
รุ่งขึ้น สรวิชญ์รอให้อ้อกับอ้นออกไปมหา-วิทยาลัยก่อนจึงคุยกับสุดาวรรณเรื่องหนังสือมอบอำนาจของวาดที่ทนายเอามาให้ สุดาวรรณทำหน้าตายบอกว่า แบบนี้เขาก็แก้ปัญหาบริษัทได้แล้วใช่ไหม
สรวิชญ์ไม่ตอบแต่บอกว่าทนายเอาหนังสือนี้มาให้ สุดาวรรณบอกว่าวาดคงเซ็นแล้วให้ทนายเอาไปให้ แต่แล้วก็ตกใจหน้าซีดเมื่อสรวิชญ์บอกว่า “แต่ทนายบอกว่าเขาได้มาจากคุณ!!”
ที่แท้สุดาวรรณเป็นคนเอาเอกสารนี้ไปให้ทนายแต่ให้ทนายบอกว่าวาดเอามาให้ กำชับอย่าให้คุณสรวิชญ์รู้เด็ดขาดว่าได้เอกสารจากตน เห็นทนายลำบากใจก็หว่านล้อมว่า
“ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนที่ซื่อสัตย์มาก คุณทำเพื่อคุณสรวิชญ์ เพื่อตระกูลศิริเสนีของเรามาตลอด ไม่เว้นแม้แต่ครั้งนี้ สิ่งที่คุณทำก็เพื่อคุณสรวิชญ์เหมือนกันนะ...คุณทำได้ไหม”
“ครับ...ผมจะทำเพื่อคุณสรวิชญ์”
ทนายพยักหน้า สุดาวรรณยิ้มสบายใจนึกว่าทนายยอมทำตามที่ตนสั่ง แต่การณ์กลับกลายเป็นทนายบอกสรวิชญ์ว่าได้เอกสารจากเธอ สรวิชญ์ถามว่า
“คุณคิดว่าทนายความจะทำตามคำสั่งคุณง่ายๆ เหรอ เขาเป็นคนของแม่ผม ทำงานกับครอบครัวผมมานาน ถึงคุณจะเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่คนที่เป็นเจ้านายเขาคือผมนะสุดาวรรณ!”
สรวิชญ์ถามว่าเธอไปเอาลายเซ็นของวาดมาจากไหน สุดาวรรณโกหกต่ออีกว่า วาดเป็นคนเอามาให้เอง ยืนยันว่าวาดเซ็นให้ด้วยความเต็มใจจริงๆและเอามาให้ตนนานแล้ว แต่วาดขอร้องว่าอย่าเอาให้เขาจนกว่าจะจำเป็น ซึ่งตอนนั้นตนก็ไม่เห็นด้วย แต่ตอนนี้ตนอยากขอบคุณวาดจริงๆ
เกลี้ยกล่อมจนสรวิชญ์ท่าทีอ่อนลง สุดาวรรณหว่านล้อมว่าตอนนี้วาดก็ตายไปแล้ว วศินก็เข้ามาอยู่ที่บ้านแล้ว “สุว่า...คุณยอมรับหุ้นนี้เถอะนะคะ คุณจำเป็นต้องใช้หุ้นเพื่อรักษาอำนาจบริหารไว้จริงๆ”
ในที่สุดสรวิชญ์ก็ถูกความจำเป็นและคำหว่านล้อมของสุดาวรรณ จะใช้เอกสารนั้นแก้ปัญหาของตน
สุดาวรรณแอบยิ้มอย่างผู้ชนะอีกครั้ง...
ooooooo
รุ่งขึ้น อ้นรับหนูดีไปกินข้าวกลางวันตามนัด อ้นจะพาไปกินข้างนอก หนูดีให้กินที่โรงอาหารเพราะอร่อยและถูก ตนจะได้กลับมาเรียนทันด้วย
ที่โรงอาหารนี่เอง อ้นพาหนูดีมานั่งโต๊ะเดียวกับอ้อและลลิดา ลลิดาเห็นอ้นเอาอกเอาใจหนูดีมากก็พยายามเก็บความรู้สึกทั้งที่ใจร้อนรุ่มเป็นไฟ ลลิดาเห็นวศินนั่งอยู่อีกโต๊ะแกล้งบอกหนูดีว่านั่นติวเตอร์ของหนูดีนี่ หนูดีบอกว่าไม่เป็นแล้วตนไปเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาแล้ว หนูดีทำเป็นเอาอกเอาใจอ้นตักอาหารให้ ลลิดามองร้ายเจ็บลึกที่หนูดีกำลังจะมาแย่งคนที่ตนจ้องจับจนเอาตัวเข้าแลกอยู่










