ตอนที่ 5
“ฉันแต่งสะใภ้เข้าบ้านให้มาช่วยแกทำงานหรือไม่ก็ช่วยดูแลบ้านช่อง แต่นี่อะไร ทำตัวยิ่งกว่าเจ้าหญิง วันๆเอาแต่เที่ยวแต่ช็อปปิ้ง สร้างประโยชน์อะไรไม่ได้สักอย่าง สู้วาดมันไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยวาดมันก็ดูแลบ้าน ดูแลฉัน”
สรวิชญ์เถียงไม่ออกได้แต่ถอนใจ ก็พอดีวาดเอาน้ำกระเจี๊ยบมาให้อมรา สรวิชญ์มองวาดตาเยิ้ม ขอบใจแทนแม่ บอกวาดว่า “ฉันซื้อของฝากมาให้เธอด้วยนะวาด”
“ขอบคุณค่ะ” วาดไหว้ขอบคุณแต่ไม่กล้า มองหน้าแล้วคลานออกไป อมรามองสรวิชญ์แล้วยิ้มเหมือนคิดอะไรได้ โพล่งว่า
“เสียดายนะ ถ้าวาดมันไม่เป็นกำพร้า มีหัวนอนปลายเท้าสักหน่อย ฉันคงยกมันมาเป็นสะใภ้แล้ว ไม่ใช่ให้แกหาสะใภ้ไม่ได้เรื่องมาแบบนี้”
“คุณแม่!!”
“ไม่ต้องทำมาเป็นตกอกตกใจ ฉันรู้ว่าแกสนใจวาดมันเหมือนกัน มองมันมานานแล้วนี่ ถ้ามันไม่ใช่เด็กของฉันคงไม่รอดมือแกหรอก...แกมันเจ้าชู้ นึกว่าฉันไม่รู้รึไง แกมันไม่เหมือนพ่อเลยสักนิด”
สรวิชญ์ยิ้มเอาใจแม่ ไม่เถียง อมราตัดบทว่า...
“ไม่รู้แหละ ถ้าครั้งนี้แม่สุดาวรรณยังไม่มีหลานให้ฉันอีก ฉันจะยกวาดให้เป็นเมียแก!” สรวิชญ์ทำเป็นถามว่าแล้วสุกับวาดจะยอมหรือ “เรื่องวาดน่ะฉันไม่ห่วง ฉันสั่งอะไรมันก็ทำตามทั้งนั้นแหละ...ส่วนเมียแก ไม่พอใจก็ออกจากบ้านนี้ไป แกก็เหมือนกัน เกรงใจเมียมากกว่าแม่ ก็ออกไปด้วยกันเลย”
“โธ่...คุณแม่ครับ คุณแม่เป็นที่หนึ่งสำหรับผมอยู่แล้วไม่มีใครสำคัญกับผมเท่าคุณแม่อีกแล้ว คุณแม่สั่งอะไร ผมต้องทำตามคำสั่งอยู่แล้ว”
“เมียแกน่ะมันร้าย หัดตามเมียให้ทันซะบ้างตาวิชญ์”
สุดาวรรณแอบฟังอยู่ข้างนอกตั้งแต่แรก กำมือแน่นอย่างแค้นใจ
ooooooo
หลังจากนั้นไม่นานอมราก็จัดพิธีง่ายๆ ยกวาดให้สรวิชญ์โดยมีถวิลนั่งอยู่ด้วย วันนั้นอมราย้ำกับสรวิชญ์ว่า
“ฉันยกวาดให้แก แกต้องดูแลวาดให้ดี ให้เกียรติวาดเหมือนเมียคนนึงนะตาวิชญ์”
“ครับคุณแม่”
“วาด...จากนี้ไปเธอถือว่าเป็นสะใภ้ของฉันอีกคนแล้วนะ”
“ค่ะ คุณท่าน”
“มีหลานให้ฉันนะวาด ฉันอยากมีหลาน” อมรากำชับแล้วชวนถวิลออกไป
เมื่ออมรากับถวิลออกไปแล้ว สรวิชญ์ก็ประคองวาดขึ้นนั่งบนเตียง บอกว่ารู้ไหมตนชอบเธอมานานแล้ว วาดประหม่าเขินอาย สรวิชญ์ออดอ้อนว่าเธอรู้สึกเหมือนตนไหม ถามว่าเธอชอบฉันสักนิดรึเปล่า ...วาดเอาแต่เขินอายปล่อยให้สรวิชญ์ออดอ้อนโลมเล้าตามปรารถนา...
ที่หน้าห้องนั่นเอง สุดาวรรณแอบฟังอยู่ด้วยความหึงหวงเจ็บช้ำแต่ต้องทน แต่แล้วจู่ๆก็คลื่นไส้อยากอาเจียน เธอตะลึง แน่ใจว่าตนท้อง...แต่! เป็นเวลาที่สายไปเสียแล้ว...
ooooooo
6 ปีต่อมา...ในวันที่ทนายความอ่านพินัยกรรมหลังจากที่อมราเสียชีวิตและจัดพิธีศพแล้ว ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาฟังกันพร้อมหน้า โดย เฉพาะสุดาวรรณถึงกับมีสมุดมาจดอย่างละเอียด
ทนายอ่านพินัยกรรมทีละข้อ โดยข้อที่ 1 บ้านศิริเสนีพร้อมที่ดินตกแก่นายสรวิชญ์ ข้อที่ 2 เงินสดในบัญชีธนาคารส่วนตัวทั้งหมด 150 ล้านบาท ให้ตกเป็นของหลานๆทั้งหมดเท่าๆกัน ข้อที่ 3 ชุดเครื่องเพชรเครื่องทองในตู้เซฟธนาคารให้ตกแก่นางสุดาวรรณ ศิริเสนี ลูกสะใภ้ของข้าพเจ้า
พอทนายความอ่านข้อนี้จบ สุดาวรรณปรายตามองวาดยิ้มเย้ยอย่างผู้ชนะ
“สี่...” ทนายความอ่านต่อ สุดาวรรณมองอย่างตกใจที่ยังมีอีก “หุ้นส่วนในบริษัทศิริเสนีและในเครือทั้งหมดที่เป็นกรรมสิทธิ์ของข้าพเจ้า จำนวนหุ้น 25 เปอร์เซ็นต์ให้ตกแก่เด็กชายวศิน ศิริเสนี โดยให้มารดาเด็กชายวศินเป็นผู้ดูแลจนกว่าเด็กชายวศินจะอายุครบ 25 ปี”
สุดาวรรณอึ้ง พวงมณีเอะอะโวยวายว่าทำไมคุณท่านถึงยกหุ้นให้วศินคนเดียว ลูกตนที่กำลังจะคลอดล่ะ จนสรวิชญ์ต้องปรามว่ามันเป็นสิทธิ์ของคุณแม่ท่าน พวงมณีจึงเงียบไป
สุดาวรรณถามสรวิชญ์ด้วยเสียงแหบแห้งว่า “ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะคะว่าคุณแม่มีหุ้นในบริษัทด้วย”
“ตอนคุณพ่อเสีย ท่านทำพินัยกรรมยกหุ้นของบริษัทในสิทธิ์ของท่าน 75 เปอร์เซ็นต์แบ่งให้คุณแม่กับผมคนละส่วนครับ ของผมได้ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ของคุณแม่ได้ 25 เปอร์เซ็นต์”
สุดาวรรณแทบช็อก เพราะนี่เท่ากับวาดและลูกได้ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของอมราไป!
ooooooo
พอได้ฟังพินัยกรรมทั้งหมดแล้ว สุดาวรรณกำกระดาษที่จดรายละเอียดแล้วฉีกกำไว้ในมือแน่น จิกตาไปทางวาดอย่างสุดแค้น
อ้นฟังแม่เล่าเรื่องทั้งหมดแล้ว พูดอย่างเจ็บแค้นว่า คุณย่าไม่ยุติธรรม สุดาวรรณเล่าเบื้องลึกต่ออีกว่า
“ถ้าตอนนั้นคุณย่าของอ้นไม่ยกนังวาดให้เป็นเมียน้อยคุณพ่อ แม่ก็คงไม่ต้องยกพวงมณีให้เป็นเมียน้อยคุณพ่ออีกคนเพื่อดึงคุณพ่อกลับมาหรอก รู้ไหมตั้งแต่คุณพ่อมีเมียสองเมียสามแม่ไม่เคยมีความสุขเลยสักวัน”
“คุณแม่...เพราะคุณย่าคนเดียวครอบครัวเราถึงไม่มีความสุข คุณย่าตายๆไปซะได้ก็ดีแล้ว”
“พวกมันแม่ลูกมาแย่งของของเราก่อน ถ้าเราจะเอาคืนบ้างมันก็ไม่ผิด”
สุดาวรรณเสี้ยมอ้นให้ยิ่งเคียดแค้นชิงชังคนที่ตนแค้นมากขึ้น










