ตอนที่ 10
เพราะวศินไปคุยกับสรวิชญ์เขาจึงให้อินทัชไปจัดการเรื่องเซ็นโอนหุ้นกับภัสสรและหนูดีแทน แต่พออินทัชไปดำเนินการภัสสรก็พูดอย่างหมั่นไส้ว่าตั้งแต่รวยขึ้นมาก็เล่นตัว สมัยก่อนมายืนเกาะรั้วให้ช่วยโน่นช่วยนี่
อินทัชขอโทษที่พ่อเลี้ยงติดธุระสำคัญจริง หนูดีเร่งให้จัดการเรื่องเอกสารดีกว่า ทนายจึงเอาเอกสารการกู้ยืมเงินของวรกิจให้ช่วยตรวจสอบก่อนเซ็นโอนหุ้น ทั้งสองฝ่ายเซ็นเอกสารแล้ว ทนายบอกว่า
“ถ้าพ่อเลี้ยงเซ็นเอกสารเสร็จก็ถือว่าทุกอย่างเรียบร้อยนะครับ”
“เดี๋ยวผมเอาเอกสารให้พ่อเลี้ยงเซ็น เสร็จแล้วจะติดต่อไปนะครับ”
หนูดีถามเรื่องบริหารบริษัท อินทัชบอกว่าเบื้องต้นพ่อเลี้ยงแจ้งว่าคงต้องให้คุณภัควัฒน์ออกจากตำแหน่งประธานบริษัทก่อน ภัสสรโวยทันทีว่าทำแบบนี้ได้ไง ตาวัฒน์อยู่ตำแหน่งนี้อยู่
หนูดีบอกแม่ว่าตอนนี้เขาเป็นหุ้นส่วนใหญ่ มีสิทธิ์ในการบริหารบริษัท ภัสสรเถียงไม่ออก อินทัชบอกว่า
“ระหว่างนี้ทางเราจะส่งคนมาบริหารงานแทน” ภัสสรถามว่าแล้วจะให้ตาวัฒน์ลูกตนทำอะไร ยังไง ตาวัฒน์ก็มีหุ้นอยู่ในห้างนี้นะ “เรื่องนั้นคงต้องประชุมกันอีกที”
หนูดีไม่มีปัญหา แต่ภัสสรพูดอย่างมีอารมณ์ว่าอยากทำอะไรก็ทำเถอะ เป็นต่ออยู่แล้วนี่ อินทัชจึงขอตัว ไหว้ลาภัสสรแต่ถูกภัสสรเชิดใส่อย่างเจ็บใจ
ฝ่ายวศินกลับจากไปหาสรวิชญ์แล้วบอกจ้อว่าวันนี้ตนไม่รับแขก อยากอยู่คนเดียวอย่าเข้าไปรบกวน แล้วเข้าห้องปิดประตูเลย เข้าไปเห็นรูปวาด วศินถามแม่อย่างเจ็บปวดว่า
“แม่ครับ พ่อเขาเคยรักเราสองคนบ้างไหม?”
ส่วนภัสสรกลับถึงบ้านก็ปลุกวัฒน์ที่นอนเป็นตายอยู่ที่โซฟา วัฒน์งัวเงียหงุดหงิดถามว่าอะไรอีก ตนง่วงไม่ได้นอนมาตั้งหลายคืน แต่พอภัสสรบอกว่าตัวเองกำลังจะถูกแย่งตำแหน่งก็ลุกพรวดถามว่าคุณแม่พูดอะไร ภัสสรบอกว่า
“ก็ไอ้วศินน่ะสิ มันจะปลดลูกออกจากตำแหน่งประธานบริษัท”
วัฒน์โวยว่าทำอย่างนั้นได้ไงตนไม่ยอม หนูดีถามว่าไม่ยอมแล้วจะทำยังไง อย่าลืมว่าเขามีหุ้นมากกว่าเรา วัฒน์โวยวายว่าก็เพราะคุณแม่กับหนูดีนั่นแหละที่เอาหุ้นไปใช้หนี้มัน
“ถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้เขาล่ะคะพี่วัฒน์?”
“โธ่โว้ย...เพราะไอ้วศินนั่นแท้ๆ” วัฒน์พาลไปหมด หนูดีมองแล้วถอนใจ...
ooooooo
ไล่วศินกลับไปแล้ว สรวิชญ์เครียดมาก สุดาวรรณถามว่ายังไม่หายเครียดเรื่องน้องภาอีกหรือ
สรวิชญ์พยักหน้า พูดเหมือนรำพึงว่า
“สิบปีที่ผ่านมา ผมตามหาลูกไปทั่ว ที่แท้มันก็ไปอยู่กับเสาวภาน้องสาวแท้ๆของผมเอง แต่ผมไม่รู้เลย ผมไม่รู้ว่าสองคนนั้นไปเจอกันได้ยังไง”
“บอกตามตรงนะคะ สุเองก็ไม่สบายใจ สุกลัวว่าที่วศินกลับมาคราวนี้จะเป็นแผนการของน้องภาที่ตั้งใจจะมาเอาคืนพวกเรา” สรวิชญ์ถามว่ายัยภาจะทำแบบนั้นไปทำไม “คุณลืมไปแล้วเหรอคะว่าน้องภาโกรธเราเรื่องอะไร”
ฟังสุดาวรรณพูดแล้วสรวิชญ์ไม่สบายใจ นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมา...
ครั้งนั้น...สรวิชญ์ทะเลาะกับประมวลคนรักที่กำลังจะแต่งงานกับเสาวภาน้องสาวของเขาเพราะเงินในบัญชีหายไป 3 ล้าน สรวิชญ์เชื่อว่าประมวลโกงไปเพราะจะเอาเงินไปจัดงานแต่งกับเสาวภา บอกว่าไม่มีมาขอดีๆตนก็ให้
ประมวลยืนยันว่าตนไม่ได้โกง เสาวภาช่วยยืนยันว่าตนเชื่อใจว่าประมวลไม่มีทางโกงบริษัท ก็ถูกสรวิชญ์ถามว่าไม่ได้ทำแล้วเซ็นได้ยังไง
“ความผิดของผมมีข้อเดียวคือไว้ใจลูกน้อง เซ็นเอกสารบ้านี่โดยไม่ดูให้ดีก่อน”
“อย่าโทษพนักงานสิคะคุณประมวล พนักงานเล็กๆแบบนี้จะกล้าทำได้ยังไง” สุดาวรรณออกรับแทนพนักงาน
“นั่นสิคะ พนักงานเล็กๆไม่น่าจะกล้าทำขนาดนี้ ถ้าไม่มีใครให้ท้ายอยู่ หรือว่าเป็นฝีมือของพี่สุคะ”
เสาวภาถามตรงๆจนสุดาวรรณตกใจแล้วเปลี่ยนเป็นไม่พอใจบีบน้ำตาถามว่าทำไมกล่าวหาตนแบบนี้ สรวิชญ์ก็เข้าข้างสุดาวรรณปรามเสาวภาว่าพูดอะไร คุณสุเป็นพี่สะใภ้เธอนะ เสาวภาโต้ว่าแล้วทำไมพี่สุปกป้องพนักงานทำไมไม่ช่วยกันหาคนผิด
“แล้วทีน้องภายังปกป้องแฟนตัวเองเลยหรือว่าคุณเองก็รู้เห็นเป็นใจด้วยกับคุณประมวล”
กลายเป็นน้องสามีกับพี่สะใภ้โต้เถียงกันรุนแรง สรวิชญ์เข้าข้างสุดาวรรณปรามเสาวภาว่า
“อย่าก้าวร้าวเมียพี่นะยัยภา แกจะหลง จะปกป้องไอ้ประมวลนี่ยังไงก็ตาม แต่แกก็ไม่มีสิทธิ์มาก้าวร้าวใส่พี่สะใภ้อย่างคุณสุ”
“พี่วิชญ์นั่นแหละ รักเมียหลงเมียจนกลายเป็นคนโง่ สักวันเถอะพี่จะฉิบหายเพราะเมียคนนี้!!”
สรวิชญ์โกรธตบหน้าเสาวภาอย่างแรง ประมวลโผเข้าหาเสาวภา เสาวภามองหน้าพี่ชายอย่างผิดหวัง
สรวิชญ์บอกประมวลให้สารภาพเสียแล้วตนจะไม่แจ้งความเอาเรื่อง ส่วนเรื่องเงินก็ถือว่ายก 3 ล้านนั่นให้น้องสาวตนก็แล้วกัน ประมวลท้าว่าแจ้งความเลย ตนยอมติดคุกดีกว่ายอมรับในสิ่งที่ไม่ได้ทำ
สรวิชญ์ไม่พอใจสั่ง “ต่อไปนี้คุณไม่ต้องมาทำงานแล้ว ผมไล่คุณออก!!”
“ถึงไม่ไล่ออก ภากับประมวลก็ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ไปกันเถอะค่ะประมวล”
เสาวภาจับมือประมวลเดินออกไป สุดาวรรณยิ้มสมใจแล้วหันไปสบตากับพนักงานเลวอย่างรู้กัน
ooooooo










