ตอนที่ 10
“ไม่! ถึงอ้นจะไม่พอใจแต่พ่อก็ต้องเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง”
อ้นถามว่านี่หรือความถูกต้อง ตนทุ่มเททำงานบริษัทมานาน แต่คนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยกลับได้ทุกอย่าง
สรวิชญ์บอกว่าตนเข้าใจความรู้สึกของอ้น ดีใจที่อ้นทุ่มเทให้บริษัทมาตลอดและเคยคิดจะยกตำแหน่งนี้ให้อ้น... “แต่ตอนนี้พ่อทำแบบนั้นไม่ได้แล้วจริงๆ”
อ้นถามว่าทำไม สรวิชญ์จึงอธิบายว่า “หุ้นส่วนหนึ่งที่อยู่ในมือพ่อมันคือของคุณย่าที่ยกให้วศิน
ถ้ารวมกับหุ้นที่เขามี เขาก็ควรจะได้เป็นประธานบริษัท นี่คือความถูกต้อง คือสิ่งที่ควรจะเป็น พ่ออยากให้ลูกเข้าใจ”
“ความถูกต้อง สิ่งที่ควรเป็น แต่ไม่ยุติธรรม!!!”
“ทรัพย์สมบัติที่มีของพ่อ พ่อก็ยกให้อ้อ อ้นแล้วก็ตาอาร์ตแค่สามคนเท่านั้นเหมือนกัน แล้วมันยุติธรรมกับวศินรึเปล่า?”
อ้นเงียบแต่ยังแค้นวศิน สรวิชญ์จับไหล่อ้นพูดอย่างอ่อนโยน...
“อ้น...ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรมีค่าเท่ากับครอบครัวหรอกนะลูก...ถึงจะคนละแม่ แต่อย่าลืมว่าวศินก็เป็นน้องของลูกคนนึงเหมือนกัน อย่าให้
เงินทองทรัพย์สมบัติของนอกกายมาทำลายครอบครัว อย่าโกรธเกลียดกันได้ไหมลูก”
แม้อ้นจะยังคิดไม่ตกแต่เมื่อพ่อขอร้องก็รับปาก สุดาวรรณที่แอบฟังอยู่หน้าห้อง เมื่ออ้นเดินออกมาแม่ลูกมองหน้ากันอย่างแค้นใจ!
เมื่ออ้นกลับห้อง เขาถามว่าแม่ได้ยินที่คุณพ่อพูดแล้วใช่ไหม สุดาวรรณบีบน้ำตาพยักหน้า บอกว่าเพราะคุณย่าเกลียดแม่ พวกลูกๆถึงต้องเป็นแบบนี้ น้ำตาไหลพรากเอ่ย “แม่ขอโทษนะลูก...”
“อ้นเกลียดคุณย่า คุณย่าไม่ยุติธรรม” อ้นโพล่งตากร้าว
สุดาวรรณตอกลิ่มว่าให้จำไว้ว่าทุกอย่างมันเป็นของรา แม่จะไม่ยอมให้ไอ้วศินแย่งสมบัติอะไรไปแน่ อ้นพูดแค้นแน่นอกว่า “อ้นก็ไม่ยอมเหมือนกัน อ้นจะแพ้มันไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องหนูดี มันไม่มีวันเอาชนะอ้นได้หรอก เพราะหนูดีเป็นของอ้น”
ooooooo
กลับถึงบ้าน หนูดีก็ยังครุ่นคิดเรื่องที่วศินถามว่ารักอ้นไหม ถ้าไม่รักแล้วหมั้นทำไม? คิดถึงคำพูดของภัสสรที่เป่าหูว่าวศินไม่ใช่คนโสดแต่มีแตนอยู่แล้ว ป่านนี้จะมีลูกกี่คนแล้วก็ไม่รู้อย่าหลงกลมัน...คิดแล้วพยายามตัดใจ บอกกับตัวเองว่า
“ถึงฉันจะไม่ได้รักพี่อ้น แต่ฉันก็รักนายไม่ได้อยู่ดี”
เวลาเดียวกันวศินเครียดหนักเมื่อมีหลักฐานจากมือถือของม้าเหล็กว่าสรวิชญ์เป็นคนสั่งให้จัดการศูนย์กระจายสินค้าไร่เวียงชาวดิน กลับถึงบ้านก็เครียดเจ็บปวดคิดหนักกับคำพูดของม้าเหล็กที่ว่า “แน่ใจหรือว่าอยากให้เรื่องในครอบครัวถึงตำรวจ” เกิดคำถามกับสรวิชญ์ว่า “คุณทำแบบนี้กับผมทำไม คุณยังคิดว่าผมเป็นลูกหรือเปล่า” แต่แล้วเสียงของอังกาบที่เคยพูดกับตนก็ดังขึ้นในความคิดว่า...
“จำไว้นะลูก อย่าเชื่อทุกเรื่องที่ได้ยินมา เรื่องทุกเรื่องมีสามด้านเสมอ คือด้านเขา ด้านเราและด้านที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นอย่าเชื่อเพียงเพราะได้ยินได้ฟังมา แต่จงเชื่อเมื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง”
“พิสูจน์ด้วยตนเอง!!” คิดแล้ววศินลุกไปอาบน้ำแต่งตัวออกไป แต่พอออกจากห้องก็เห็นอินทัชนอนที่โซฟาถามว่าทำไมมานอนตรงนี้ อินทัชบอกว่าเฝ้าพี่ กลัวพี่เสียใจแล้วคิดมาก “ไอ้บ้า ฉันไม่ใช่เด็กๆนะเว้ย”
อินทัชถามว่าจะไปไหนแต่เช้า วศินบอกว่าจะไปคุยกับคนที่ส่งคนร้ายมาที่โกดังเรา เพราะคิดว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำน่าสงสัย “ฉันอยากไปคุยกับคุณสรวิชญ์ อยากได้ยินจากปากเขาไปเลยจะได้จบๆ” อินทัชถามว่าถ้าเขายอมรับว่าเป็นคนทำจริงๆพี่จะยอมรับได้เหรอ วศินนิ่งไปอึดใจแล้วบอก “ก็ต้องรับให้ได้!!!”
อินทัชจะไปด้วย แต่เขาบอกว่าเรื่องนี้ตนจัดการเอง แม้วศินจะตอบอย่างมั่นใจแต่อินทัชก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี พอวศินไปเขาจึงหยิบมือถือขึ้นมา...
เช้าเดียวกันนี้ ภัสสรนั่งถือการ์ดเชิญไปงานโครงการกุศลของเจ้าอินมงคลหน้าเศร้าอยู่ หนูดีมาเห็นแซวแม่ว่า ทำไมนั่งหน้ามุ่ยแต่เช้าเลย
ภัสสรบอกว่าเจ้าอินมงคลเชิญแม่ไปงานโครงการกุศลช่วยเด็กบนดอย ตอนแรกแม่ก็กะว่าจะแกล้งทำเป็นเบลอๆไม่บริจาค แต่เมื่อเชิญมาแบบนี้ก็หนีไม่พ้น กำลังคิดว่าจะบริจาคเท่าไหร่ดี
หนูดีบอกว่าไม่ต้องคิดมากเราทำบุญเท่าที่เรามี จะร้อยบาทพันบาท ถ้าเราจิตใจบริสุทธิ์ก็ได้บุญเหมือนกัน พระท่านเคยสอนเอาไว้ว่าการทำบุญต้องไม่ให้ตัวเองเดือดร้อนถึงจะได้บุญ
“ได้ที่ไหน ทำน้อยไปก็น่าเกลียด คนอื่นเขาบริจาคกันเป็นแสนเป็นล้านทั้งนั้น อายเขาแย่” หนูดีถามว่าทำไมต้องแข่งกับคนอื่นด้วย “ก็แม่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าบ้านเรากำลังจะถังแตก ไม่มีเงินนี่”
หนูดีจึงรู้ว่าแม่กำลัง “จมไม่ลง” บอกแม่ว่า เราต้องหัดทำใจยอมรับความจริง ภัสสรตัดบทว่าเรื่องเงินเดี๋ยวค่อยว่ากันแต่หนูดีต้องไปกับแม่นะ
หนูดีถามว่าแล้วพี่วัฒน์ล่ะ เขาเป็นผู้บริหารบริษัทงานแบบนี้น่าจะไปหาคอนเนกชัน
“แม่ไม่หวังอะไรกับตาวัฒน์แล้ว นี่ไม่กลับบ้านมาหลายวันแล้ว โทร.ไปก็บอกเดี๋ยวกลับ...เดี๋ยวกลับ แต่ก็ไม่กลับสักที ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน...เฮ้อ...”
หนูดีได้ยินแม่พูดเรื่องพี่ชายก็ถอนใจอย่างเอือมระอา...
ooooooo










