ตอนที่ 1
ตกเย็นวันนั้นพระยาพิริยะที่ต้องไปทัพด้วยเช่นกันแวะมากราบย่านิ่ม บอกถึงความวิตกกังวลว่าในวังหลวงความสามัคคีน้อยนัก ตั้งแต่รู้เรื่องทัพ ตนนอนตาไม่หลับ
“อดีตของเราสอนเรามาหลายครั้งหลายคราแล้วหนาเจ้าคุณ ว่าบ้านเมืองจะไปตลอดรอดฝั่ง ต้องสามัคคีกัน”
“ขอรับ เป็นความจริงแน่นอนขอรับ”
“ชาวอยุธยาไม่เห็นศึกสงครามมานานเต็มที อีกอย่างเราไม่เคยรู้รสว่าตกเป็นทาสเขาน่ะเป็นอย่างไร แต่บรรพบุรุษของเราท่านรู้ หาไม่แล้วขุนหลวงนเรศวรท่านจะมุ่งมั่นพระทัยว่าต้องกู้เอกราชกลับคืนมาให้อยุธยาให้จงได้รึเจ้าคุณ”
“ขอรับ หลังจากนั้นมาถึงเดี๋ยวนี้ เราเป็นไทมาตลอด”
“นั่นสิ จนเราหลงระเริงใจ คงมีคนรู้ชะตาบ้าน ชะตาเมืองอยู่หลายคนหรอก”
“แม่นายท่านขอรับ...เป็นอย่างไรหรือขอรับ”
ชะตาบอกว่าพระยาพิริยะต้องไปตาย ย่านิ่มหน้าซีดเผือดไม่พูดตรงๆ พูดแค่ว่าชะตาเจ้าคุณต้องจร ห่างบ้านและบุตรภรรยา บางทีจะแก้เคล็ดได้ พระยาพิริยะไม่รู้ความนัย กลับไปเรือนตัวเองก็นำดาบสองเล่มมอบให้บุตรชายทั้งสองคือหลวงเทพและขุนไกรที่ต้องไปทัพครั้งนี้
“พ่อเทพ ดาบของตาทวดของเจ้า สลักนามของทอง...พ่อไกร ดาบสลักนามจันทร์ ปู่ทวดของเจ้า ดาบคู่ของบรรพบุรุษที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ขอให้เจ้าใช้ปกป้องแผ่นดินของเรานะลูก
ทางฝ่ายพระสุวรรณราชาก็มอบดาบบรรพบุรุษให้เดือน เดือนฮึกเหิมยิ่งนัก อยากออกรบเร็วๆ ต่างจากหมื่นทิพเทศาอย่างสิ้นเชิง กระวนกระวายนอนไม่หลับขับไม่อุ่น มารดามอบสร้อยพระเต็มคอให้ ก็หาได้คลายความกลัว
คืนนั้นดาวเรืองแอบเห็นสีหน้าท่าทางคุณย่าทุกข์ใจ ฝ่ายหลวงเทพที่แต่งงานกับลำดวนได้ไม่นานก็ต้องไปศึกด้วยเช่นกัน ใกล้รุ่งเขาบอกลาเมียรักแล้วออกจากเรือนไป ส่วนดาวเรืองเห็นว่าคุณย่าหลับสนิทก็รีบไปปลุกพี่เยื้อนชวนไปส่งขุนไกรที่ประตูชัย ถ้าไม่ไปจะโกรธ เยื้อนเลยขัดไม่ได้
ดาวเรืองกับเยื้อนเดินผ่านผู้คนมากมายที่มาส่งคนในครอบครัวที่ต้องไปศึก หน้าประตูชัยเต็มไปด้วยทหารชั้นผู้ใหญ่และผู้น้อยทั้งหลายทั้งปวง แม่ทัพนายกองขี่ม้าเข้าขบวนจำนวนมาก เกวียนบรรทุกเสบียงและอาวุธเตรียมพร้อม ควบคุมดูแลโดยพ่อทับบ่าวในเรือนพระสุวรรณราชา










