ตอนที่ 7
ในบ้านหลังนั้นไม่มีใครอยู่จริงๆ เพราะจำรัสพาทรรศิกาไปทำคีโมรักษามะเร็ง โดยที่ปิ่นคนรับใช้ก็ไปด้วย จำรัสให้กำลังใจทรรศิกาอย่างมากเพราะรู้ดีว่าการทำคีโมนั้นทุกทรมานแค่ไหน ทุกครั้งหลังทำเธอเจ็บปวดเจียนตายกับผลข้างเคียง ซึ่งจำรัสอยากให้เดียวรับรู้ด้วยแต่ทรรศิกาก็ไม่ยินยอม
เอ๋ยกับดารามีผลไม้ติดมือไปเยี่ยมเยียนแม่ของเบญจที่ป่วยอยู่ในสภาพอิดโรย จากการพูดคุยทำให้สองคนไม่กล้าซักถามอะไรมาก ซึ่งแม่ยืนยันว่าเบญจทำงานหนักในวันหยุดและหลังเลิกเรียนจนดึกดื่น ตั้งแต่พ่อตายเขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเพียงคนเดียว แม่สงสารลูกแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเพราะแม่เองก็เป็นโรคร้ายที่ต้องใช้เงินเยอะในการรักษา
ออกจากบ้านเบญจมาดาราแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ชีวิตเบญจน่าสงสารมาก เขาเป็นเด็กดี กตัญญูรู้คุณ เอ๋ยเองก็คิดเช่นนั้น และอดถามดาราไม่ได้ว่าเคยได้ยินเรื่องเบญจขายตัวไหม ดารายอมรับว่าเคยได้ยินข่าวลือนี้ เอ๋ยบอกว่าตนเคยถามเจ้าตัวแต่เขาบอกว่าไม่จริง ซึ่งตนก็เชื่ออย่างนั้น
ทางด้านเดียวที่บุกไปรีสอร์ตของเคี้ยงคนเดียวเพื่อตามตื๊อเขมินทร์ ปรากฏว่าอ้อยลูกสาวของเคี้ยงที่เคยเจอครั้งก่อนก็พยายามปิดกั้นเหมือนเดิม แถมยังทำป้ายมาติดไว้หน้ารีสอร์ตด้วยว่าเขมินทร์ไปดูแสงเหนือและไม่รู้กำหนดกลับ
เดียวจำต้องกลับมาด้วยความผิดหวัง เช่นเดียวกับยิ้มและพุ่มที่อุตส่าห์ขับรถจากกรุงเทพฯมาสอดแนมก็กินแห้วกลับมาเหมือนกัน...
เอ๋ยรอคอยการกลับมาของเดียวจนมืดค่ำก็ยังไร้วี่แวว เขาเพียรโทร.หาแต่เธอก็ไม่รับ ยิ่งทำให้กระวนกระวาย เป็นห่วง เมื่อเธอกลับมาเขาโผเข้ากอดด้วยความดีใจ แต่เดียวผลักไสแล้วเดินหนีไปห้องอาม่า นั่งร้องไห้ด้วยความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ และน้อยใจ เอ๋ยตามเข้ามาเห็นก็ตกใจ ถามว่าร้องไห้ทำไม
“ฉันจะร้องทำไมก็ช่างฉัน ตาของฉัน น้ำตาก็ของฉัน ไม่ได้ยืมคนอื่นมาร้อง”
คำตอบแบบเด็กๆนั้นทำให้เอ๋ยอดหัวเราะไม่ได้ เดินเข้ามาสวมกอด เดียวพยายามสะบัดหนีแต่เขายิ่งกอดแน่น
“เดียวงอนเอ๋ยใช่ไหมที่ไปธุระกับคุณดารา เอ๋ยจะอธิบายให้ฟังว่า...”
“ไม่ฟัง”
“ฟังหน่อยน่า จะได้หายโกรธ”
“คุณไม่ได้สำคัญขนาดจะทำให้ฉันโกรธได้”
“ตกลง ไม่โกรธก็ไม่โกรธ เพราะเอ๋ยไม่มีความสำคัญอะไร แล้วเดียวไปไหนมา ทำไมไม่รับโทรศัพท์เอ๋ย”










