ตอนที่ 6
“จะสู้กับคนเลว เราต้องมีกำลัง ถ้าเราไม่มี เรา ก็ต้องยืมจากคนอื่น”
“แต่พวกไตรพยัคฆ์ก็เป็นพวกคนเลวเหมือนกันนะ”
“ใช่...แต่มันเลวน้อยกว่าพวกนายทุนหน้าเลือดนั่นแน่ๆ”
“ฉันว่ามันก็ชั่วช้าพอๆกันนั่นแหละ”
“ฉันตัดสินใจแล้วจะไม่เปลี่ยนใจ ฉันมาบอกให้แกรู้ แล้วต่อไปถ้าแกมีปัญหาอะไรก็บอก ฉันจะช่วยแกเอง”
“ไม่ต้อง...ปัญหาของฉัน ฉันจัดการเอง ฉันไม่ต้องการยืมมือพวกไตรพยัคฆ์มาช่วยฉันหรอก”
“แล้วแต่แก...ดูแลแม่ด้วยนะ”
พรานสั่งเสียจบก็ผละไป ไพรได้แต่มองตาม เครียดๆ และหมุนตัวเข้าบ้านไปหาบัวหลวงซึ่งกำลังซ้อมเพลงที่เขาแต่ง ลูกสาวคนโตของกำนันบุญเห็นหมอลำหนุ่มทำหน้าเศร้าก็เป็นห่วง ไพรจึงเล่าให้ฟังว่าพี่ชายแวะมาบอกลา
“เราสองคนต่างก็สู้เพื่อช่วยเหลือชาวนาแต่เราเดินกันคนละทาง พี่สู้ด้วยเพลง เขาสู้ด้วยมีด แล้วตอนนี้เขาถลำลึกลงไปในที่ที่อันตรายมากๆ พี่เป็นห่วงเขามากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้”
“เป็นเรื่องธรรมดา พี่อย่าลืมนะว่าคนทุกคน
ย่อมมีเส้นทางของตัวเองเสมอ”
“ใช่...บัวพูดถูก พี่ก็จะยืนหยัดและเดินในเส้นทางของพี่ต่อไป”
“อุดมการณ์ของพี่สองคนเป็นเรื่องดีและน่าศรัทธา พี่ไพร...ฉันจะร่วมต่อสู้ไปกับพี่ด้วย...ต่อสู้ด้วยเสียงเพลง”
“ขอบใจมากบัว”
ooooooo
ความสัมพันธ์ของไพรกับบัวหลวงพัฒนาจากความชื่นชมเป็นความรัก แม้ไม่อ่อนหวานดูดดื่มแต่ปรารถนาและหวังดีต่อกัน ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างชาติกับสาลินีที่ต่างคนต่างเก็บซ่อนไว้
ชาติต้องข่มใจไม่ให้ถลำลึกมากกว่านี้ ส่วนสาลินีต้องเก็บงำความรู้สึกดีๆไว้ในใจเพราะยังไม่รู้จักเขาดี สองหนุ่มสาวพยายามรักษาระยะห่างแต่ก็มีเหตุจนได้เมื่อทั้งคู่เกิดอุบัติเหตุระหว่างทางกลับหน่วยแพทย์อาสา...
เพราะอาการของตุ๊กตุ๊กไม่น่าเป็นห่วงแล้ว สาลินีจึงจะกลับหน่วยแพทย์ฯแต่รถของชาติยังซ่อมไม่เสร็จ เอกพงษ์เลยฉวยโอกาสนี้ขอไปส่งเธอ ชาติเห็นแล้วของขึ้นแอบไปเร่งช่างจนรถพอขับได้และพาเธอกลับ แต่แล้วรถตู้บุโรทั่งเจ้ากรรมก็ก่อเรื่องเมื่อเขาเลือกใช้เส้นทางลัดแต่ขรุขระตลอดทาง
เอกพงษ์ไม่ไว้ใจชาติขับตามไปส่งสาลินีถึงหน่วยแพทย์ฯ ชาติหมั่นไส้อยากสลัดให้หลุดจึงเลือกเส้นทางลัดผ่านป่า ผลคือรถยางแตกระหว่างทางไปชนรถขนเป็ดและเสียหลักไถลลงเนิน
ชาติสลัดเอกพงษ์สำเร็จแต่ต้องหน้าเสียเมื่อเห็นว่าสาลินีหมดสติ โชคยังดีที่แพทย์สาวไม่ได้รับบาดเจ็บ อึดใจต่อมาก็รู้สึกตัว ชาติเป็นห่วงยื่นหน้าไปใกล้จนเธอตกใจร้องลั่น
“ใจเย็น...นี่ผมเอง ไม่ต้องกลัว”
“เพราะเป็นคุณน่ะสิฉันถึงกลัว”
ชาติได้ยินแล้วหมั่นไส้ “กลัวนักก็ออกไกลๆเลยไป”
สาลินีอยากไปจริงๆแต่ไม่มีทางเลือกในสถานการณ์แบบนี้ ต้องอาศัยแรงชาติช่วยดึงออกจากรถตู้ที่เกือบจะเป็นซากคันนี้ ชาติพาเธอออกทางช่องหน้าต่างและไปยืนมองรถตู้คันเก่าเศร้าๆ
“ลาก่อนเพื่อนยาก ขอโทษนะที่พาแกมาตายแบบนี้...เฮ้อ”
“ดีเนอะขอโทษรถ ไม่ขอโทษคน”
“ผมขอโทษคุณสาด้วย จะให้ผมกราบก็ได้”
“ไม่ต้องมาประชดหรอก”
“เปล่าครับ...งานนี้ผมรู้สึกผิดจริงๆ ตาลุงนั่นก็เตือนแล้วแท้ๆ”
คำพูดของเขาทำให้สาลินีนิ่วหน้ามองมาอย่างจับผิด ชาติเสียวสันหลังวาบรีบกลบเกลื่อนชวนเธอ
เดินเลาะป่าออกไปที่ถนน สาลินีไม่มีเวลาคิดมากต้องข่มความเหนื่อยล้าเดินตามเขานานนับชั่วโมง จนกระทั่งชาติเป็นฝ่ายสังเกตเห็นว่าเธอมีบาดแผลที่ขาเพราะหญ้าบาดและมีรอยผื่นเต็มไปหมด
“นี่คุณโดนไม่ใช่น้อยเลยนะเนี่ย ทั้งโดนบาด
โดนเกี่ยว แพ้ใบไม้อีก ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ”
“ใครบอกไม่รู้สึกล่ะ ทั้งแสบร้อนทั้งคันคะเยอเต็มไปหมดเนี่ย”
“ผมไม่ได้ยินคุณบ่นสักคำ”
“บ่นไปก็เท่านั้น เราอยู่ในป่า มันมีทางเดินโล่งๆให้เลือกเดินด้วยเหรอ”
ชาติทึ่งมากกับความอึดและถึกของแพทย์สาว นัยน์ตาวาววับด้วยความชื่นชมจากใจจริง สาลินีเขินมากและถึงกับเคลิ้มเมื่อเขาควักผ้าเช็ดหน้ามาฉีกและพันรอบบาดแผลให้เธอ
ooooooo










