ตอนที่ 7
จ่าประณตซึ่งนั่งอยู่แถวนั้นหันมาบอก “ก็ไอ้คดีปล้นรถทัวร์ไง ผมเป็นคนรายงานทางวิทยุว่าคนร้ายใช้รถกระบะ แล้วมีสติกเกอร์รูปดาว”
“ใช่ๆ ผมจำได้แล้ว”
จ่าพจนารถรีบค้นแฟ้มนั้นจนเจอแล้วหยิบมาส่งให้หมวดพิทยาธร
“นี่ครับ บันทึกประจำวันอยู่นี่”
พิทยาธรรับแฟ้มมากวาดสายตาอ่านบันทึก จ่าประณตถามด้วยความสงสัยว่า
“หมวดไปเจอพวกมันมาเหรอครับ”
“น่าจะใช่ครับ เดี๋ยวผมขออ่านก่อนนะ”
พิทยาธรเอาบันทึกประจำวันไปนั่งอ่านเงียบๆ แล้วไม่นานก็ชวนก้องภพเข้าพบสารวัตรใหญ่พร้อมกันภายในห้องทำงานเพื่อหารือเรื่องนี้
“พวกมันเคยมากินข้าวกันที่ร้านเจ๊จวบ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว แล้วตอนนี้ก็มีทีท่ามาติดพันหลานสาวแก”
“มีอยู่คนหนึ่งผมจำได้ว่ามีรอยสักรูปดาวที่มือขวา” ใหญ่แน่ใจเพราะวันที่รถทัวร์โดนปล้นเขาอยู่ในเหตุการณ์
“ตรงกันครับ มัทนีหลานสาวเจ๊จวบก็ให้ข้อมูลแบบนี้เหมือนกัน”
“ผมคิดว่าหนึ่งในคนร้ายน่าจะเคยได้รับการฝึกฝนเรื่องการใช้อาวุธมาก่อนแน่ๆ”
“แสดงว่าจะเข้าจับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เลยใช่ไหมครับเนี่ย”
“ใช่ ต้องวางแผนกันให้ดี”
ใหญ่สรุป พิทยาธรกับก้องภพพยักหน้าเห็นด้วย
ooooooo
ตกเย็นเลิกงาน ปราการ ประณต บุญเชิด สุมหัวกินเหล้ากันตามปกติบริเวณมุมสังสรรค์ใกล้บ้านพัก ซึ่งวันนี้ปราการวางแผนยั่วยุบุญเชิดเรื่องแอ๋วเมียรักว่ามีสัมพันธ์สวาทกับใหญ่เพื่อให้เกิดความหึงหวง โดยดึงประณตเข้าร่วมแผนการแต่ไม่ให้รู้ตื้นลึกหนาบาง แค่โดนหลอกให้เป็นพวกเท่านั้น
คำพูดของปราการกับประณตเล่นเอาบุญเชิดเชื่อสนิทเพราะระยะนี้แอ๋วขลุกอยู่บ้านใหญ่แทบทุกวันจนตัวเองต้องไปตามบ่อยๆ บุญเชิดทั้งโกรธและเครียด พอรู้เห็นว่าเพื่อนตำรวจคนอื่นๆชื่นชมใหญ่กับเมียที่รณรงค์ให้ทุกคนออกกำลังกายและทำกิจกรรมต่างๆ ก็ยิ่งพาลหมั่นไส้ไปกันใหญ่ ซึ่งเข้าแผนของปราการเพราะยุทธการโค่นสารวัตรด้วยข่าวลือน่าจะได้ผล
ใหญ่เป็นตัวตั้งตัวตีนำบรรดาตำรวจที่ไม่ได้เข้าเวรมาวิ่งออกกำลังกายไปตามถนนแถวบ้านพัก ในขณะที่คำแพงก็ชวนเมียตำรวจเก็บกวาดทำความสะอาดและคุยกันเรื่องธุรกิจที่จะทำร่วมกันเพื่อเสริมรายได้อยู่อีกทาง
ระหว่างนี้เองคนขับรถของทรัพย์อนันต์เข้ามาเชิญคำแพงไปพบลักษณาเมียผู้ว่าฯพิเชษฐ์ที่ร้านเผด็จโภชนา คำแพงไม่อยากมีปัญหาจึงตกลงแต่ชวนแอ๋วนั่งรถไปด้วย
“ขอบคุณมากนะคะพี่แอ๋วที่มาเป็นเพื่อน”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องแค่นี้เอง”
“ไม่มีโอกาสได้บอกคุณใหญ่เลย แกกำลังออกกำลังกาย เกรงใจแก”
“ที่นี่คงคุยไม่นานมั้งคะ เดี๋ยวก็คงกลับแล้ว”
“หวังว่าคงเป็นอย่างนั้นค่ะ”










