ตอนที่ 6
คืนนี้กลินท์พักที่บ้านเบน กลินท์เอาหนังสือเล่มหนึ่งให้เบนดูถามว่ารู้จักพระเจ้ากาวิโลรสไหม เบนบอกว่าท่านเป็นคนสร้างวัดต้นแกว๋นที่บ้านตน ท่านยังเป็นเจ้าหลวงที่ครองนครเชียงใหม่สมัยยังเป็นประเทศราชของประเทศไทย
เบนยังกล่าวถึงศาสนาจารย์เดเนียลทำให้กลินท์จำได้ว่าหลุยส์เคยเล่าว่าคุณพ่อเขาชื่อเดเนียลเป็นมิชชันนารีกลุ่มแรกที่เข้ามาในเชียงใหม่ กลินท์บอกเบนอย่างตื่นเต้นว่า
“เบน คุณเชื่อฉันนะ สิ่งที่ฉันเจอในอดีตมันเป็นเรื่องจริง ฉันกับคุณต่างมีตัวตนในอดีตจริงๆ ไม่ใช่แค่คุณกับฉัน แต่ทั้งอินทร์ ทั้งพี่ติ๊ เราต่างมีเวรกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะความแค้นของเทียนคำ”
สิ้นเสียงกลินท์ ท้องฟ้าที่มีดาวพราวพร่างก็มัวสลัวในฉับพลัน กลินท์ผวา เบนโอบกอดไว้ ต่างมองหน้ากัน ในเงามืดบนท้องฟ้าคล้ายใบหน้าผู้หญิงร่ำไห้ก่อนสายฝนจะโปรยปรายลงมาแล้วใบหน้าหญิงคนนั้นก็หายไป เบนกับกลินท์มองหน้ากันตกใจกับสิ่งที่เห็น
ooooooo
ปติมากับแพมไปวัดที่เชียงใหม่ ผ่านแม่ชีธารทอง ที่กวาดลานวัดอยู่แต่ไม่ได้สนใจ เดินเข้าไปด้านในของวัด แม่ชีกับปติมาและแพมเดินผ่านสามีภรรยาคู่หนึ่งที่กำลังสาบานต่อหน้าพระประธานในวัด
สามีสาบานว่าตนไม่มีใคร ถ้าตนนอกใจจริงขอให้มีอันเป็นไป เพียงเท่านั้นภรรยาก็เชื่อ แต่พอเดินผ่านสามีภรรยาคู่นั้น ปติมาพูดหยันว่า “ทำเป็นสาบทสาบาน แช่งตัวเองแท้ๆ ปัญญาอ่อน”
แม่ชีพูดน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“เพราะคนเรามักหลงในชีวิต ยึดติดในภาพสมมติที่เราสร้างขึ้นมาแล้วบอกว่าเป็นของเขาไงล่ะคะ ทั้งที่แท้จริงแล้วทุกอย่างมันเป็นการสมมติเอาทั้งนั้น”
แม่ชีบอกว่าไม่มีอะไรที่อยู่กับเราเป็นนิรันดร์ พ่อแม่ลูก ญาติพี่น้อง อาจเกี่ยวข้องกับเราเฉพาะแค่ตอนที่ เรามีชีวิตอยู่ แต่เมื่อตายทุกอย่างก็จบไป ปติมาเอ่ยเรื่องใกล้ตัวว่าส่วนใหญ่ชีวิตคู่ที่ต้องจบตั้งแต่ยังไม่ตาย ก็เพราะมือที่สามทั้งนั้น
“เรามองแต่คนอื่น เราก็จะเห็นแต่คนอื่น เห็นแต่ความเลวความชั่วของเขา แต่ถ้าเรามองตัวเอง เราจะเห็นตัวเราเองรวมทั้งข้อบกพร่องของตัวเองด้วย...ตราบใดที่เรามีสติเราจะแก้ไขตัวเองได้ แยกแยะได้อะไรควรอะไรไม่ควร แต่ถ้าไม่มีสติ จะทำให้เราผิดซ้ำซาก วนเวียนก่อกรรมก่อเวรไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งๆที่...ที่สุดแล้ว ใจที่มีความสุข นิ่งสงบ คือใจที่ปล่อยวาง”
พูดแล้วแม่ชีเดินไป ปติมายกมือไหว้พระพุทธรูปตรงหน้า บอกแพมว่า
“จริงอย่างที่แม่ชีว่า ฉันควรมองตัวเอง แพม ฉันว่าจะกลับกรุงเทพฯซักพัก พอตั้งหลักได้ฉันจะกลับมาอยู่กับอินทร์โดยไม่มีเงาของกลินท์”










