ตอนที่ 10
เหตุที่ขุนหลวงเรียกเข้าเฝ้า ด้วยแจ้งว่าอีกสองเดือนทูตฝรั่งจะกลับ ท่านทรงปรึกษากับฟอลคอนแล้วว่าจะส่งทูตชุดใหญ่ไปพร้อมกัน เป็นการทำให้พวกวิลันดาเกรงใจไม่กล้าวางโต
ฟอลคอนเสริมว่าพวกวิลันดาวางอำนาจเหนือกว่าอยุธยา เมื่อยี่สิบปีก่อนเอาเรือรบมาคอยจับเรือสินค้าของอยุธยาที่ส่งไปจีนและญี่ปุ่น อีกทั้งยังประกาศสงครามกับเราผู้เป็นเจ้าของบ้าน พระวิสุทธสุนทรแย้งว่าฝ่ายเราแย่งตลาดญี่ปุ่นเขา ขนสินค้าเต็มเรือไปขายญี่ปุ่น ฟอลคอนเถียงว่าเราเป็นเจ้าบ้านจะส่งเรือไปที่ไหนก็ได้ พระวิสุทธสุนทรสวน
“เขาคงไม่ว่าถ้าสินค้าที่เราขายญี่ปุ่นส่วนใหญ่มิใช่หนังสัตว์”
“เพราะเขาได้สิทธิพิเศษสำหรับหนังสัตว์ว่าเขาขายได้เจ้าเดียวตั้งแต่รัชกาลขุนหลวงปราสาททอง” ขุนศรีวิสารวาจาเสริม
“สัญญาเสียเปรียบมาตั้งเป็นสิบๆปี ฉีกสัญญาก็ไม่ผิดอันใด” ฟอลคอนยังเถียง
ขุนศรีวิสารวาจาสวนคำค่อนข้างดังว่า “เขาจึงคิดว่าเอาเรือรบมาจอดแถวปากน้ำก็ไม่ผิดอันใดเหมือนกัน”
ฟอลคอนหันไปถามพระวิสุทธสุนทรว่าพวกวิลันดาทำถูกหรือ ท่านตอบว่าไม่ได้พูดเรื่องถูกผิด แต่พูดถึงเหตุผลที่พวกวิลันดาเอาเรือรบมารุกรานอยุธยา พระเพทราชาตัดบทอย่าเอาเรื่องเก่านานนับสิบปีมาทำให้เสียเวลา ขุนหลวงเห็นด้วย
“นั่นน่ะสิ พวกเอ็งจะทุ่มเถียงกันไปไย ในเมื่อ ณ บัดนี้เราก็ยังต้องยอมมันเพราะยังไงเราก็แต่งเรือไปขายเองไม่ได้ เพราะไม่ชำนาญการเดินเรือ สัญญาฉบับสุดท้ายกับพวกวิลันดา อยุธยาเสียเปรียบแค่ไหน พวกเอ็งต่างก็รู้ดี”
พระเพทราชาว่าฟอลคอนเป็นคนเริ่มเรื่องถกเถียง หลวงสรศักดิ์เสริมเสียเวลาทำงานอื่นที่มีประโยชน์ ขุนหลวงได้ยินเย้ากลับ
“ชะไอ้เดื่อ อย่างเอ็งรึก็เร่ไปเปรียบมวยตามที่ต่างๆน่ะสิโว้ย เป็นประโยชน์มากเหลือเกิน”
“ยังดีกว่านิ่งฟังเรื่องเก่าแก่ไม่มีประโยชน์พุทธเจ้าค่ะ” หลวงสรศักดิ์รู้ว่าขุนหลวงเอ็นดู ขุนหลวงหัวเราะบอกออกญาโหราธิบดีดูฤกษ์ยามว่าควรเดินทางเมื่อใด แล้วสั่งออกญาพระเสด็จ “ออเจ้าเป็นเสนาบดีกรมวัง คิดกำหนดกับออกพระฤทธิกำแหง จัดหาราชทูตสัก 3 คน ขุนนางมีบรรดาศักดิ์อีก 7-8 คน เป็นขบวนเกียรติยศ ควรมีใครอีกไอ้ฤทธิกำแหง”
“พวกทำงานพุทธเจ้าค่ะ เป็นนายเวร ล่าม เสมียน อาลักษณ์ หมอยา พนักงานวิเสทคนครัวกับพวกบ่าวรับใช้”
ขณะที่ฟอลคอนทูล พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์เมินหน้าไม่พอใจ...ขุนหลวงตรัสขึ้นว่าจะคิดอีกทีว่าให้ใครเป็นตัวราชทูต ฟอลคอนเสนอพระวิสุทธสุนทร ทุกคนตกตะลึง
ขุนหลวงถามพระวิสุทธสุนทรจะรับหรือไม่ หรือต้องฟังพรรคพวกก่อน ทรงตำหนิว่าควรแยกเรื่องในเรือนกับเรื่องราชการ อย่ามัวแต่ฟังคนอื่น พระเพทราชาได้ทีเหน็บแนมฟอลคอน ขุนหลวงกลับเข้าข้างทำให้เขากร่างมากขึ้น...ออกญาโหราธิบดีทูลว่าฤกษ์งามยามดีเห็นทีคลื่นลมเป็นตัวกำหนด แต่ขุนหลวงไม่ยอม ต้องการให้ดูฤกษ์ยามในการเดินทางครั้งนี้
พอดีพระปีย์เดินเข้ามา ด้วยมีรูปร่างเตี้ยหลังค่อมนิดๆ ขุนหลวงจึงเรียกว่าไอ้เตี้ย ถือลูกประคบเข้ามา ขุนหลวงถือโอกาสไล่ทุกคนกลับให้พระปีย์นวด พระเพทราชาเห็นพระปีย์สบตากับฟอลคอนก็ตามดักถามว่ามีแผนการอะไรกับพระปีย์ ฟอลคอนเลี่ยงมาหาพระวิสุทธสุนทร
“โปรดฟังข้าท่านออกพระ ข้ามิเห็นผู้ใดเหมาะสมกับตำแหน่งราชทูตมากไปกว่าตัวท่าน” พระวิสุทธสุนทรไม่ตอบ ฟอลคอนจึงเดินไป ออกญาโหราธิบดีชวนทุกคนไปทานข้าวที่บ้าน พระเพทราชาหงุดหงิดไม่ไป แต่หันมากระซิบให้หลวงสรศักดิ์ไปเพื่อฟังการเจรจา
ทางบ้านออกญาโหราธิบดี จำปาให้การะเกดหัดทำครัวโดยให้ปริกสอน ปริกแกล้งเสนออาหารที่ยาก อ้างเป็นของโปรดท่านขุนคือหมูโสร่ง เกศสุรางค์ซักถามทำไมต้องเรียกว่าโสร่งจนปริกตอบไม่ได้ จำปาเห็นไม่ได้การจึงนั่งเฝ้า เกรงจะทะเลาะกัน สุดท้ายจำปาต้องลงมาช่วยจับมือการะเกดจับสากโขลกให้เป็นจังหวะเบาๆ พร้อมใส่เครื่องปรุงแต่ละอย่าง เกศสุรางค์ซาบซึ้ง
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ คุณป้าใจดีที่สุด งามที่สุดด้วยเจ้าค่ะ...ไม่เหมือนบางคน” แกล้งปรายตามองปริก เธอเชิดหน้ารับ “สวยจริงสวยจัง ถึงแก่ก็ยังสวย...แต่ไม่เหมือนตรงจิตใจไม่ดี”










