ตอนที่ 10
“ทูตเชอวาลิเยร์ เดอ โชมองต์ไม่ยอม เขาว่าเขาจะยื่นสาส์นให้ถึงพระหัตถ์ขุนหลวง”
“แปลว่าเขาต้องยืน” ท่านขุนรับว่าใช่ เกศสุรางค์ดีดนิ้ว “นั่นไง แล้วพวกเรายอมหรือคะ”
“มีคนที่ไม่ยอม และคนนั้นเขา...แร็งส์ มากๆ” ท่านขุนพยายามพูดคำประหลาด
“คุณพี่พูดถูกต้องค่ะ แร็งส์มากฤาเจ้าคะ ใครเหรอเจ้าคะที่ไม่ยอม ให้ข้าเดาไหมคะ”
ท่านขุนรู้ว่านางเดาถูกว่าคือพระเพทราชา...ในตอนนั้น ท่านไม่ยอมแต่ฟอลคอนบอกว่าเป็นธรรมเนียมที่ทูตต้องส่งสาส์นให้ถึงมือขุนหลวง พระเพทราชาจึงตัดบทว่า ฝรั่งยืนได้ แต่ต้องถวายสาส์นเหนือหัวให้ชูสูงๆจนถึงพระหัตถ์ขุนหลวง...
เกศสุรางค์กลับมานั่งฟังออกญาโหราธิบดีเล่าต่อ พระเพทราชาเอาจนได้ เอาพานทองมีด้ามให้ทูตใส่พระราชสาส์นชูขึ้นถวายขุนหลวง...เกศสุรางค์นึกถึงภาพวาดในหนังสือก็หลุดปาก
“ใช่แล้ว แต่ทูตจับคอพานไม่จับปลายไม้แล้วชูถวายถึงพระหัตถ์ใช่ไหมคะ” พอเห็นสายตาทุกคน
จ้องมอง ก็เสียงอ่อยลงว่า “เดาเอาค่ะ...” ท่านขุนดักคอกล่าวคำเดียวกันว่า...เดาเอา
“ออเจ้าเป็นนักเดาที่แม่นยำ ไอ้ทูตฝรั่งไม่ยอมยื่นถวายให้สูงเกินหัวของมัน เห็นเมอสิเออร์ก็องสตังซ์โก้งโค้งโบกไม้โบกมือให้ชูสูงๆ แต่ไอ้ทูตมันเท้ากะเอวนิ่งอยู่ จนขุนหลวงทรงขำ พระสรวลดังลั่นแล้วก้มพระองค์มารับไปเอง” ออกญาเล่าต่อยิ้มๆ
“เฮ้อ...เป็นความจริง” เห็นสายตาท่านขุนคอยจับผิดก็หลบตาหันมาถามออกญา “คุณลุงเจ้าขา ทำไมคณะทูตต้องมีบาทหลวงมาด้วยตั้งหลายคนเจ้าคะ”
ออกญาย้อนว่าน่าจะเดาได้ จำปาแทรกว่ามาหาคนเข้ารีต รวมถึงกล่อมขุนหลวงให้เข้ารีตด้วย ออกญาชื่นชมว่าเข้าใจได้ตรงเป้า จำปาจึงว่ามันบังอาจกับขุนหลวงยิ่งนัก
“ใช่ขอรับคุณแม่ ทูตเดอโชมองต์กับทูตเดอชัวชีย์ทูลถามเลยว่า เมื่อไหร่จะทรงเปลี่ยนศาสนา พวกขุนนางตกตะลึงไปตามๆกัน”
“อีตาก็องสตังซ์โกรธจนหน้าตาหัวหูแดงเถือก โบกไม้โบกมือห้ามจนว่อนไปหมด” ออกญาเล่าเสริม
ooooooo
ด้านฟอลคอน เมื่อทูตเดอโชมองต์ เดอชัวชีย์และหลวงพ่อตาชาร์ดมาทานอาหารที่บ้านเมืองละโว้ เขาตำหนิที่รีบพูดเรื่องเปลี่ยนศาสนาแทนที่จะพูดเรื่องสัมพันธไมตรีกับเรื่องการค้า
เดอโชมองต์เสียงกร้าวโต้ว่า พระเจ้าอยู่หัวประสงค์แค่ให้ขุนหลวงเปลี่ยนศาสนา ไม่ได้ประสงค์เรื่องการค้าหรือประโยชน์อื่น ฟอลคอนถึงกับอึ้ง
วันต่อมา เกศสุรางค์ยังอยากรู้ว่าขุนหลวงตอบทูตเดอโชมองต์ว่าอย่างไรเรื่องเปลี่ยนศาสนา ขุนศรีวิสารวาจาล้อว่า อยากรู้เหลือเกิน มิเช่นนั้นมิใช่นางหญิงสาวหัวเราะแหะๆ
“พระเจ้าอยู่หัวของเรานี้มีพระปัญญายิ่งนัก รับสั่งปฏิเสธอย่างนุ่มนวลและฉลาดหลักแหลมเป็นอย่างยิ่ง ไม่ทรงตอบรับแต่ก็ไม่ปิดโอกาส ทางทูตก็คิดว่ายังมีความหวังอยู่” ออกญาเล่า
“คุณพ่อขอรับ แม่การะเกดคงอยากรู้ถ้อยรับสั่งของขุนหลวงนั่นแหละขอรับ”
เกศสุรางค์หันมาทำมือกดไลค์ให้ ท่านขุนส่ายหน้าขำๆ จำปาว่ากิริยาประหลาด
ออกญาปราม “แม่จำปาอย่าไปเหล่แม่การะเกดเลย แม่จำปาก็อยากรู้เหมือนกันมิใช่หรือ”
จำปาพยักหน้านิดๆยิ้มเขินๆ ออกญาจึงเล่าคำตรัสของขุนหลวงให้ฟังว่า
“ทุกศาสนาสอนให้คนทำความดี เกรงบาป บำเพ็ญบุญ พระเจ้าแผ่นดินที่ปกครองคนมีศาสนา มิว่าจะเป็นศาสนาใดย่อมปกครองง่ายกว่าคนมิมีศาสนา ขอท่านบาทหลวงสอนศาสนาให้เต็มที่ เราไม่กีดขวางราษฎรของเรา...สำหรับตัวของเรายังไม่รู้แน่ชัดว่าศาสนาคริสต์นั้นเป็นอย่างไร เราจะขอศึกษาก่อน ขอให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ทราบว่าการที่พระเจ้าแผ่นดินจะเปลี่ยนศาสนาที่เคยนับถือมาสองพันกว่าปีนั้นเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งนัก แต่ก็มิใช่เรื่องสุดวิสัย”
เกศสุรางค์ฟังแล้วตบมือรัวร้องว่า...เจ๋ง ทุกคนขำมีเพียงปริกที่ทำหน้าหมั่นไส้ ขุนศรีวิสารวาจาพูดขึ้นบ้างว่า ข้าอยากรู้ยิ่งนัก เกศสุรางค์กระแอมที่แย่งถาม
“ข้าก็เหมือนออเจ้านั่นแหละ อยากรู้ว่าจะรับสั่งกับออกพระฤทธิกำแหงว่ายังไร”...
ในตอนนั้นไม่มีใครได้เห็นว่าฟอลคอนหมอบแทบพื้น ขุนหลวงตรัสด้วยว่า “ตัวเอ็งเป็นคริสเตียน ถ้าเอ็งเปลี่ยนมานับถือศาสนาของข้าเมื่อใด ข้าจะถือว่าเอ็งเป็นคนโกงคบไม่ได้ทีเดียว”
ooooooo










