การแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้ผู้คนได้ติดเชื้อจนเจ็บไข้ได้ป่วยและเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับทุกชีวิต การดำเนินชีวิตประจำวันต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิมจนเรียกว่า “นิวนอร์มอล”พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม. บอกว่า ผู้ปกครองของเด็กคือบิดาหรือมารดาได้เสียชีวิตไปเพราะโรคร้ายนี้เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน จนมีผลกระทบต่อเด็กโดยตรง ในที่สุดเด็กก็ได้กลายเป็น “เด็กกำพร้า”...เป็นภาพที่สะท้อนให้ผู้คนในสังคมได้เห็นแล้วว่า “สถาบันครอบครัว” ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมได้เริ่มสั่นคลอนแล้ว อนุชนรุ่นหลังได้รับผลกระทบจากโรคนี้แล้ว อนาคตของประเทศไทยจะเป็นไปในทิศทางใดเมื่อ “เด็กกำพร้า” จะต้องตกอยู่ในมุมมืดของชีวิต และชาติบ้านเมืองจะเป็นไปในทิศทางใดถ้าหากอนาคตของสังคมได้มีปัญหาขึ้นมา ในวันนี้ “เด็ก” ในสังคมไทยเราส่วนหนึ่งได้กลายเป็นคนไร้ที่พึ่ง ไร้คนคอยแนะนำพร่ำสอน ไร้คนให้กำลังใจ ไร้คนเหลียวแล ไร้อนาคตที่สดใส ไร้ความหวังในชีวิต ไร้คนให้ความรักความอบอุ่น ไร้โอกาสทางการศึกษา ไร้ปัจจัยสี่ เพราะพวกเขาได้กลายเป็น “เด็กกำพร้า”ชีวิตของพวกเขาจึงเปรียบเสมือน “นกที่ปีกหัก” พวกเขาขาดบิดาก็หมายถึงปีกหักข้างหนึ่ง ขาดมารดาก็หมายถึงปีกหักอีกข้างหนึ่ง ถ้าขาดทั้งบิดาและมารดาก็เปรียบเสมือนนกที่ปีกหักทั้งสองข้าง แต่ทว่า... ยังมีลมหายใจอยู่ โดยไม่สามารถบินได้เหมือนกับนกทั่วๆไป“ชีวิตของเด็กกำพร้าจึงสุดยากที่จะบรรยายว่ามันหนักสาหัสเพียงใด คนที่ไม่พบเห็นหรือสัมผัสด้วยตนเองคงไม่รู้และไม่เข้าใจที่ลึกซึ้งไปกว่านี้”เด็กเมื่อมีชีวิตที่กลายเป็น “เด็กกำพร้า” ไปแล้วก็คงไม่สามารถเรียกร้องชีวิตของบิดาหรือมารดาให้กลับคืนมาได้ พวกเขาจึงมีชีวิตที่ผกผัน ไร้จุดยืน หาความแน่นอนไม่ได้ พอจะมีความโชคดีอยู่บ้างถ้าญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดที่อยู่ใกล้เคียงพอจะมีกำลังในการให้ความช่วยเหลือ...เลี้ยงดูแต่ถ้าเป็นเด็กกำพร้าที่ไร้การเหลียวแลจากญาติพี่น้องหรือผู้คนในสังคมดังกล่าวแล้ว โอกาสที่พวกเขาจะกลายเป็นเด็กเร่ร่อน ไร้ที่อยู่อาศัย ไร้คนเลี้ยงดู ไร้อนาคตก็จะมีขึ้นมาทันที เด็กกำพร้าที่เป็นเช่นนั้นจะต้องดิ้นรนแสวงหาอาหารมารับประทานเพื่อเลี้ยงชีวิตเอง หาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มมาใช้สอยเอง...หาที่นอนหลับพักผ่อนเอง เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไร้การดูแลรักษา จึงเป็นชีวิตที่อยู่ตามยถากรรม เด็กกำพร้าเหล่านี้จึงมักมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มมิจฉาชีพทุกชนิด เข้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุขและยาเสพติดอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย ในที่สุดชีวิตของพวกเขาก็ได้เติบโตขึ้นมาจนกลายเป็น “เนื้อร้าย” ให้กับสังคมเพียงเพราะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากบิดาหรือมารดาที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว นี่คือ “มุมมืดของชีวิตเด็กกำพร้า”แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าชีวิตของเด็กกำพร้าได้รับการดูแลเอาใจใส่จากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่หรือจากผู้คนในสังคมที่คอยดูแลให้ความช่วยเหลือตามสมควรแล้ว ชีวิตของเด็กกำพร้าก็มิใช่ไม่ดีเสมอไปการให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่จำเป็นในเบื้องต้นเหล่านี้อาจจะกลายเป็น “พลัง” ที่จะคอยผลักดันให้เด็กได้มีกำลังใจ มีความมุ่งมั่น กล้าต่อสู้กับปัญหาชีวิต ขยัน อดทน ไม่ย่อท้อ ต่อสู้ชีวิตด้วยลำแข้งของตนเอง ใช้แรงกายและสติปัญญาที่มีอยู่กอบกู้ “ความโชคร้าย” ให้กลายมาเป็น “ความโชคดี”ความด้อยโอกาสของเด็กเช่นนั้นก็จะกลายมาเป็น “เด็กที่มีโอกาส” ได้เช่นเดียวกันเพราะในชีวิตเมื่อมีมุมมืดก็ย่อมมีมุมสว่าง ชีวิตของเด็กกำพร้าจึงสามารถแปรผันได้ทั้ง “ฝ่ายบวกและฝ่ายลบ” ทั้งนี้ล้วนอยู่ที่ตัวของเด็กเองและสังคมที่อยู่รอบข้างของเด็กเองการให้ความช่วยเหลือชีวิตเด็กกำพร้าโดยตรงจึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่จะต้องมีนโยบาย มีงบประมาณ มีบุคลากร มีระบบการบริหารจัดการที่ดีเพื่อรองรับปัญหาอันสืบเนื่องมาจากสาเหตุของการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ที่ได้คร่าชีวิตของบิดา...มารดาที่เป็นผู้ปกครองของเด็กไป ควรจะมีทั้งโครงการในระยะสั้นและโครงการในระยะยาวเพราะชีวิตของเด็กแต่ละคนจะต้องใช้เวลาฟูมฟัก ช่วยเหลือ สนับสนุนไม่น้อยกว่า 15 ปีเด็กกำพร้าเหล่านี้จึงจะช่วยเหลือและดูแลตนเองได้ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ดังนั้นจะต้องมีแผนและนโยบายนำไปสู่ภาคปฏิบัติได้ตั้งแต่บัดนี้...จะรอคอยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้วสะสมจนมีมากขึ้นจึงจะตามแก้ไขก็คงไม่ทันการณ์ แทนที่เด็กกำพร้าจะมีปัญหาเป็นเพียง “เนื้อร้าย” ให้กับสังคม แต่กลับกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่สร้างความเดือดร้อนความเสียหายให้กับสังคมและประเทศชาติ“มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน” เป็นหนึ่งในองค์กรการกุศลที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร การศึกษา การฝึกอบรมบ่มนิสัยพัฒนาจิตใจเด็กด้อยโอกาสในสังคมด้วย “ศาสนธรรม” ได้ให้ความช่วยเหลือเด็กทั้งในสังคมเมืองและในสังคมชนบททุกภูมิภาคของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบันพวกเราได้ช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทยมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้มองเห็นคุณค่าและความหมายของชีวิตเด็กที่พวกเขาควรจะได้เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรอันมีคุณค่าต่อครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน สังคมและประเทศชาติอย่างมีคุณภาพ ตัวอย่าง “โครงการบ้านเด็กหรรษา” ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2532 มุ่งหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กกำพร้า เด็กไร้ที่อยู่อาศัย เด็กไร้โอกาสทางการศึกษา เด็กด้อยโอกาสในสังคม โดยได้สร้าง “บ้านพักอาศัยให้เด็กกำพร้า” ขึ้นมา 2 หลังให้เป็นที่พักพิงอาศัยใช้หลับนอน เลี้ยงดูเด็กตลอด 24 ชั่วโมงบ้านหลังนี้จะมีครูอาสาทั้งคนหนุ่มและคนสาวเป็นอาสาสมัครช่วยกันเลี้ยงดู...สอนหนังสือให้กับเด็กๆ โดยรับเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนกว่าเด็กจะเรียนจบปริญญาตรีหรือชั้นสูงสุดที่เด็กจะสามารถเล่าเรียนไปได้ จนกว่าเด็กเหล่านี้จะสามารถออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุขส่งเสีย ส่งเสริมจนพวกเขามีอาชีพ มีหน้าที่การงานอยู่ในสังคมได้ จึงจะหมดภาระและหน้าที่ของ “มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน” ไป “ความร่วมมือและร่วมใจกันอย่างเป็นระบบ” นี่เอง สังคมของเราและประเทศของเราก็จะสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหา “เด็กกำพร้า” จาก “พิษโควิด” ได้อย่างสัมฤทธิผลเห็นเป็นรูปธรรมจนสามารถกลายเป็น “ตัวอย่างที่ดี” ต่อไปยังไม่สายเกินไปสำหรับที่จะช่วยคิด ช่วยแก้ไข ช่วยสนับสนุน อนาคตของลูกหลานไทยอันสดใสยังไม่ไกลเกินเอื้อม พิษโควิดเราพิชิตได้ ปัญหาเด็กมีไว้เพื่อแก้ไข“ร่วมใจกันเถิดอนาคตของลูกหลานไทยจะพบแต่ความสุขและประเทศไทยก็จะมีแต่ความสงบ จะมีแต่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป” พระมหาสมัยกล่าวทิ้งท้าย.