ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เรียกความฮือฮาได้มาก คือ การเชิญเจ้าสัวมหาเศรษฐีนักธุรกิจจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรม เข้าพบดินเนอร์ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นในเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” มีนักธุรกิจมหาเศรษฐี 10 อันดับแรกของไทย และนักธุรกิจระดับแถวหน้าได้รับเชิญเพียง 35 คน และจบลงด้วยความชื่นมื่น วันนี้ นายกฯอนุทิน จะนำความคิดเห็นของภาคเอกชนที่ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง สรุปไว้ทั้งหมด 6 ประเด็นเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม10 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ได้รับเชิญจาก นายกฯอนุทิน ก็มี ธนาคาร โรงแรมท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ปิโตรเลียม ค้าปลีก สินค้าอุปโภค บริโภค ถ้ารับฟังแล้ว นายกฯอนุทิน สามารถทำให้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเรื่อง “การทุจริตคอร์รัปชัน” ที่สูบเลือดเนื้อประเทศชาติและประชาชนไปปีละกว่า 500,000 ล้านบาท นอกจากจะเป็นบุญแก่ตัวนายกฯแล้ว ยังเป็นคุณแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างมหาศาลเลยทีเดียวผมดูจากข้อเสนอของ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เสนอต่อ นายกฯอนุทิน ในคืนวันที่ 15 พ.ค.แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นของใหม่เลย เพราะทุกปี คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมฯ สมาคมธนาคารไทย ก็ได้มีการอัปเดต “สมุดปกขาว” ยื่นต่อนายกรัฐมนตรีทุกคนมาทุกปี ถ้านับตั้งแต่รัฐบาลปฏิวัติลุงตู่มาจนถึงปัจจุบัน ผมว่าไม่น้อยกว่า 10 ฉบับแล้ว ปีที่แล้ว 24 พ.ย.2568 คุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าฯ ก็เพิ่งเสนอ “สมุดปกขาว” ต่อ นายกฯอนุทิน ช่วงที่เป็นรัฐบาล 3 เดือน ตั้งชื่อโก้หรู “Unlocking New Growth : ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” ทั้งเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ไม่รู้ นายกฯอนุทิน หยิบมาอ่านบ้างหรือยังเรื่องที่เสนอมีทั้ง การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การบริหารจัดการน้ำ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ฯลฯ แม้ ภาคเอกชนจะเสนอ “สมุดปกขาว” ให้นายกฯทุกปี แต่คงไม่มีนายกฯคนไหนเปิดอ่าน ทุกปัญหาจึงอยู่เหมือนเดิม ปีนี้ นายกฯอนุทิน จัดให้พูดแทน ไม่รู้จะผ่านหูขวาแล้วทะลุหูซ้ายหรือเปล่าอย่าง เรื่องชลประทาน เรื่องเกษตร เรื่องอาหาร ที่ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือซีพี เสนอในเวทีนี้ ผมเคยฟังและอ่านมาแล้วเป็น 10 ครั้ง และอยู่ใน “สมุดปกขาว” ทุกเล่มทุกปี แต่ก็ไม่เห็นมีรัฐบาลชุดไหนแก้ไขปัญหาของเกษตรกรอย่างจริงจัง ผมชื่นชม เจ้าสัวธนินท์ ที่ไม่ย่อท้อ เพียรพูดกับทุกนายกฯทุกปี เพราะเป็นสิ่งที่ท่านทำสำเร็จมาแล้วในประเทศจีน เดี๋ยวนี้ชาวนาจีนเกษตรกรจีนร่ำรวยมีบ้าน 3-4 ชั้นเป็นของตัวเองอยู่ ไม่ต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอีกต่อไป ในเวทีนายกฯอนุทินครั้งนี้ เจ้าสัวธนินท์ ก็ยังพูดเหมือนเดิมว่า “ประเทศไทยยังมีโอกาสมหาศาลท่ามกลางวิกฤติโลก โดยเฉพาะภาคการเกษตรและอาหาร ซึ่งถือเป็นน้ำมันบนดินที่สร้างได้ไม่รู้จบ”เจ้าสัวธนินท์ เสนอให้ “เร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ ยกระดับเกษตรกรรมสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศในระยะยาว ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิอากาศแสงอาทิตย์ และศักยภาพการเพาะปลูก แต่ปัญหาหลักของเกษตรกรไทยคือน้ำ”เจ้าสัวธนินท์ เสนอว่า “หากรัฐบาลลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำกระจายน้ำให้เข้าถึงพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ เหมือนที่เคยพัฒนาไฟฟ้าและถนนเข้าถึงทุกหมู่บ้าน จะสามารถยกระดับผลผลิตและรายได้เกษตรกรได้อย่างก้าวกระโดด” จากประสบการณ์ของตน “หากมีน้ำ เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี หากยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผลผลิตต่อไร่อาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่า คนทุกคนต้องกินอาหาร ชาวนาคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่วันนี้ชาวนายังยากจน เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา” ถ้า นายกฯอนุทิน มีความจริงใจช่วยชาติให้เจริญรุ่งเรือง ทำแค่นี้ก็ “รวยกันไม่ไหวแล้วจ้า” เมื่อ “ชาวนาไทยรวย” คนไทยก็รวยกันทั้งประเทศ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม