กลายเป็นอีกประเด็นสุดช็อก... ที่ไม่ใช่แค่เรื่องข่าวฉาวนักท่องเที่ยวปาร์ตี้หลุดโลกอีกต่อไป เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและสัญญาณจากพื้นที่ส่งสัญญาณเตือนภัย สีแดงเข้มว่า วันนี้ “เกาะพะงัน” กำลังตกอยู่ในสภาวะ “สงครามเย็นเชิงเศรษฐกิจ” ที่ดุเดือดและเงียบเชียบโดยมี “กลุ่มทุนต่างชาติ” และ “นอมินี” เป็นกองทัพบุกยึดครอง จนคนไทยเจ้าของพื้นที่แทบไม่มีที่ยืน?ชำแหละ “พะงันโมเดล” เศรษฐกิจวงจรปิด...เงินไม่กระเด็นถึงไทย พลิกแฟ้มข้อมูลพบพฤติการณ์ ความน่ากลัวของสถานการณ์นี้คือการสร้าง “Closed–Loop Economy” หรือ “ระบบเศรษฐกิจวงจรปิดแบบเบ็ดเสร็จ” นับตั้งแต่ที่พัก รถเช่า ยันร้านอาหาร รับจองเฉพาะกลุ่มผ่านแอปฯต่างชาติชำระเงินนอกระบบ...ไม่มีการใช้เงินบาท แต่โอนผ่านคริปโต หรือระบบธนาคารในยุโรป เงินหมุนเวียนหลักพันล้านต่อปีจึง “ล่องหน” ไปจากระบบภาษีไทยสำทับด้วย “นอมินีบังหน้า” ใช้ชื่อคนไทยเป็นหุ่นเชิดถือหุ้น 51% แต่เบื้องหลังมีการเซ็นโอนหุ้นลอยและสละสิทธิ์บริหารไว้ล่วงหน้า ต่างชาติจึงครองอำนาจสั่งการได้ 100%นี่คือการใช้ช่องโหว่การจดทะเบียนบริษัทจำกัด ต้องติดตามตรวจสอบกันอย่างละเอียดยิบว่าพฤติการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นมากน้อย...มหาศาลอย่างไรบ้าง ที่สำคัญ น่าสนใจว่า...การเกิดขึ้นของชุมชนเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มโยคะ กลุ่มปาร์ตี้เฉพาะเชื้อชาติ ที่มีการกว้านซื้อที่ดินแบบผืนใหญ่ผ่านบริษัทนอมินี จนเกิดสภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่กฎหมายท้องถิ่นเข้าไม่ถึงเกิดขึ้นจริง หรือ...เกิดขึ้นได้อย่างไร มีเจ้าหน้าที่ หน่วยงานรัฐ ฝ่ายความมั่นคง...รู้ข่าวหรือไม่?พฤติกรรม “รัฐซ้อนรัฐ” ที่กฎหมายท้องถิ่นเข้าไม่ถึง ทั้งการก่อสร้างรุกล้ำป่าและการทำธุรกิจที่สงวนไว้ให้คนไทย หาก “พะงันโมเดล” นี้สำเร็จ เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นโดมิโนที่ดึงให้ตะเข็บเศรษฐกิจของสมุย ภูเก็ต และพัทยา หลุดลุ่ยตามไปทั้งแผง? นี่คืออีกประเด็นสำคัญที่ผู้สันทัดกรณีคนนอกพื้นที่ตั้งข้อสงสัยนี้เอาไว้พุ่งเป้า...“อธิปไตยที่ดิน” เมื่อ “คนนอก” กลายเป็น “เจ้าของ”...ราคาที่ดินพุ่งสูงลิ่วเกินกว่าคนท้องถิ่นจะซื้อไหว บีบให้คนไทยต้อง “ขายที่ดินกิน” และย้ายออกจากพื้นที่ กลายเป็นผู้ลี้ภัยทางเศรษฐกิจในบ้านเกิดตัวเอง ขณะที่ที่ดินผืนงามถูกกว้านซื้อโดยบริษัทนอมินีเพื่อทำเป็น “อาณาจักรเฉพาะกลุ่ม” ที่คนไทยห้ามเข้า?ประเด็นเคลือบแคลงข้อสงสัย...“แหล่งฟอกเงินมาเฟียข้ามชาติ” เมื่อระบบนอมินีฝังรากลึก พะงันจึงกลายเป็นสวรรค์ของมาเฟียรัสเซียและยุโรปตะวันออก ที่ใช้ธุรกิจท่องเที่ยวบังหน้าเพื่อ “ฟอกเงิน” จากกิจกรรมผิดกฎหมาย กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ท้าทายอำนาจรัฐอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย...หรือเปล่า สะท้อนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเสียหาย กลายเป็นจุดหมายของ “การทำผิดกฎหมาย” มากกว่าความงามทางธรรมชาติ คำถามสำคัญมีว่า...เรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้ นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงๆในผืนแผ่นดินไทยยุคปัจจุบันที่สื่อสังคมโลกโซเชียลสะท้อนได้ทุกๆเรื่องราวอย่างลงลึกทุกซอกทุกมุมกระนั้นหรือ?ตอกย้ำตั้งข้อสังเกตมิติความเสี่ยงที่จะตามมา...กลายเป็นหายนะลามทุ่ง หาก “พะงันโมเดล” ไม่ถูกยับยั้ง ประเมินกันว่าจะเกิดความเสี่ยงระดับวิกฤติดังนี้ หนึ่ง...ความมั่นคงทางดินแดนและที่อยู่อาศัย ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่คนท้องถิ่นจะครอบครองได้ เกิดสภาวการณ์แบ่งพื้นที่ขั้นรุนแรง...ที่บีบให้ “คนไทย” ต้องขายที่ดินกินและย้ายออกจากพื้นที่ กลายเป็นการสูญเสียสิทธิ์ในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างถาวรสอง...ความเสี่ยงด้านอาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อระบบนอมินีฝังรากลึก จะกลายเป็น “แหล่งฟอกเงิน” ชั้นดีของมาเฟียข้ามชาติ ที่ใช้ธุรกิจบังหน้าในการทำกิจกรรมผิดกฎหมายสาม...การพังทลายของระบบนิเวศ การก่อสร้างที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายผังเมือง การรุกล้ำพื้นที่ป่า...ทางสาธารณะ โดยใช้อิทธิพลและเงินปิดปากเจ้าหน้าที่ จะทำให้มนต์เสน่ห์ของพะงันพังพินาศในระยะยาวการรื้อระบบเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ คือโอกาสในวิกฤติ หาก “รัฐ” สามารถใช้ AI ตรวจสอบความผิดปกติของงบการเงินบริษัทที่มีคนไทยถือหุ้น 51% แต่ไม่มีรายได้ส่งรัฐ หรือมีชื่อคนไทยคนเดียวถือหุ้นในบริษัทนับร้อยแห่ง เพื่อกวาดล้างนอมินีครั้งใหญ่ ถัดมา...การจัดระเบียบโซนนิ่งและภาษี ใช้โอกาสนี้สร้างระบบ “Digital Nomad Visa”...วีซ่าประเภทพิเศษที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติที่ทำงานจากระยะไกลที่รัดกุม บังคับเข้าระบบภาษีอย่างถูกต้อง และจำกัดสิทธิ์การประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น มัคคุเทศก์ ร้านอาหารไทย อย่างเข้มข้น... ปฏิบัติได้จริงที่สำคัญต้องไม่ลืม “การส่งเสริมพลังท้องถิ่น...Local Empowerment” ส่งเสริมให้คนท้องถิ่นเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อสู้กับกลุ่มทุนต่างชาติ โดยใช้โมเดลการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่เข้มแข็งบทสรุปเร่งด่วน...อย่าปล่อยให้พะงันกลายเป็น “เกาะร้างอธิปไตย” ข้อมูลหลายช่องทางสะท้อนบทวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า ...สถานการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ “พะงัน” ไม่ใช่แค่ปัญหาการท่องเที่ยว แต่เป็น “สงครามเย็นเชิงเศรษฐกิจ” ที่ไทยกำลังเป็นฝ่ายปราชัยเงินหมุนเวียนนอกระบบพุ่งสูงจนตรวจสอบไม่ได้คือความเสี่ยงสูงสุด...อธิปไตยทางเศรษฐกิจรัฐบาลต้องเลิกใช้ “ยาทา” แค่ไล่จับรายย่อย หากแต่ต้องใช้การ “ผ่าตัดใหญ่” ตรวจสอบเส้นทางการเงินและงบการเงินบริษัทนอมินีอย่างละเอียดที่สำคัญคือ...ฝากเป็นการบ้านถึงผู้มีอำนาจ (แก้กฎหมายนอมินีและใช้ AI ตรวจสอบเส้นทางการเงิน)...หากยังปล่อยให้ต่างชาติกินรวบวงจรปิดแบบนี้ต่อไป อนาคตลูกหลานไทยบนเกาะพะงันคงไม่เหลืออะไร นอกจากอาชีพ “ลูกจ้าง” ในที่ดินที่เป็นมรดกของบรรพบุรุษตัวเอง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม