และแล้วเหตุการณ์ที่ผมเชื่อว่า คนกรุงส่วนใหญ่มักจะเคย “คาดคิด” หรือ “หวาดระแวง” อยู่เสมอๆ ขณะตนเองขับรถหรือนั่งรถเมล์โดยสารผ่านทางรถไฟสายต่างๆแล้วรถ ที่เราขับหรือรถเมล์ที่เรายืนโหนเผอิญต้องไปคร่อมอยู่ในรางรถไฟขณะรถติดสาหัส...ก็เกิดขึ้นจนได้นั่นก็คือ ความคิดหรือความหวาดระแวงที่ว่า หากมีรถไฟขบวนหนึ่งวิ่งผ่านเข้ามาพอดีจะเกิดอะไรขึ้นแก่เราบ้างหนอ?รถของเราก็คันเท่านี้แถมเป็นรถญี่ปุ่นเก่าๆด้วย คงจะเละหรือกระจุยเป็นเศษเหล็กอย่างไม่มีทางเหลือหลอ...หรือต่อให้เป็นรถยุโรปยี่ห้อดังๆที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งก็น่าจะรอดยาก เมื่อเจอกับหัวม้าเหล็กรถไฟที่พุ่งเข้ามายิ่งผู้โดยสารรถเมล์ไม่ว่าจะนั่งหรือยืนโหนอยู่ ยิ่งคิดเยอะขึ้นไปอีก เพราะในรถเมล์ช่วงเช้าช่วงเย็นที่การจราจรติดขัดมากๆนั้น ก็ย่อมมีผู้โดยสารในรถที่เตรียมไปทำงาน หรือเลิกงานแล้วจะกลับบ้านแน่นรถไปด้วยเช่นกันผมเคยนั่งรถเมล์สาย 60 กลับบ้านอยู่วันหนึ่ง และรถเมล์แบบรถร้อนซึ่งมีผู้โดยสารเกือบเต็ม ถึงขั้นยืนโหนราวไปจนถึงประตู...ในขณะที่ผมนั่งอยู่ด้านในค่อนข้างไกลประตูทางออกแม้จะคร่อมทางรถไฟแถวๆจุดรอรถไฟสุขุมวิท 71 ซึ่งข้างบนเป็นสถานีแอร์พอร์ตลิงก์ รามคำแหง เพียงแค่ 7-8 นาทีเท่านั้น...แต่ผมก็รู้สึกหวาดเสียวจนต้องแอบสวดมนต์อยู่ในใจ เพราะมั่นใจว่าถ้ามีรถไฟพุ่งเข้ามา...รถเมล์ทั้งคันของเราไม่เหลือแน่นอนแต่ก็นับว่าโชคของชาว กทม. ยังดีอยู่ เพราะยังไม่มีข่าวรถไฟพุ่งเข้าชนรถยนต์หรือรถเมล์ จนถึงขั้นเป็นอุบัติเหตุหรือโศกนาฏกรรมที่ใหญ่หลวงเกิดขึ้นเลยในอดีตที่ผ่านมามีแต่ข่าวการชนเล็กๆ หรืออุบัติเหตุเล็กๆเกิดขึ้นนานๆครั้ง และบางครั้งก็เป็นความเผอเรอของคนขับรถบ้าง มอเตอร์ไซค์บ้าง บาดเจ็บล้มตายครั้งละไม่กี่คนดังนั้นโศกนาฏกรรมที่จุดตัดของทางรถไฟที่ ถนนอโศกดินแดง มุ่งหน้าไปทาง ถนนอโศกเพชร ใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์มักกะสัน ครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงและสะเทือนขวัญอย่างที่สุดมีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บเกือบ 40 ราย ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของ กทม. และประเทศไทยผมขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการสูญเสียในครั้งนี้ และขอแสดงความเห็นใจ พร้อมทั้งขอส่งกำลังใจมายังญาติมิตรของผู้สูญเสียชีวิตทุกท่าน รวมทั้งขอให้ผู้ที่บาดเจ็บ ซึ่งมีจำนวนมากนั้นปลอดภัยและหาย หรือฟื้นจากอาการบาดเจ็บโดยเร็วที่สุดหวังว่าจะได้มีการสรุปหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิด รวมถึงการรักษาเยียวยาต่างๆให้ครบถ้วนสำคัญที่สุดก็คือการมี “บทสรุป” ที่จะสามารถนำมาใช้ป้องกันมิให้โศกนาฏกรรมนี้เกิดซํ้าขึ้นอีกในอนาคตอย่างที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่คนกรุงหวั่นไหวมานานแล้วว่าอาจจะเกิดขึ้นสักวันหนึ่ง... ดังนั้นเมื่อมันเกิดขึ้นจริง และนำความเสียหาย ตลอดจนความเศร้าสะเทือนใจมาสู่พี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้ทำอย่างไรจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกในอนาคต? คือประเด็นที่ผู้รับผิดชอบทุกๆฝ่ายจะต้องหาแนวทางป้องกันอย่างสุดความสามารถอย่าลืมว่ารางรถไฟก็ยังอยู่ ถนนสายต่างๆที่ตัดกับทางรถไฟก็ยังอยู่ และสำคัญที่สุด ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักของกรุงเทพฯก็ยังอยู่แถมหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แม้ในยุคนํ้ามันแพงก็มิได้ลดราลงแต่อย่างใดฝากนายกฯอนุทินไว้ก็แล้วกันนะครับ เพราะเรื่องใหญ่อย่างนี้ ฝากแค่ระดับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ หรือฝากท่านผู้ว่าฯ กทม. ไม่น่าจะรับมือไหวแน่นอนครับ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม