สมาชิก

บุพเพสันนิวาส

ตอนที่ 9

“ต้องหาทางให้ประจักษ์ต่อบริษัทการค้าของอังกฤษว่ามันมีส่วนเกี่ยวพันกัน”

ใกล้ค่ำที่ชานเรือนบ้านออกญาโหราธิบดี เกศสุรางค์เห็นขุนศรีวิสารวาจาค้นหนังสือภายใต้แสงตะเกียงก็เกิดความสงสัยจึงเดินมาสอดส่อง ปริกเห็นรีบมารายงานจำปาว่า การะเกดมีท่าทางพิกลทำลับๆล่อๆ จ้องมองแต่ท่านขุนที่กำลังค้นหนังสืออ่าน ดูแล้วมิงามเลย จำปาไม่สนใจเพราะไม่ได้เกลียดการะเกดแล้ว เหลือเพียงจะต้องขัดเกลาให้เป็นแม่บ้านแม่เรือนเท่านั้น

ตกค่ำ ขุนศรีวิสารวาจาแต่งตัวรัดกุมสีมืดๆจะออกไปข้างนอกกับจ้อย ออกญาโหราธิบดีนั่งเขียนหนังสืออยู่รู้แก่ใจว่าลูกจะไปทำอะไร จึงเตือนให้ระวังตัว เกศสุรางค์ได้ยินยิ่งสงสัยมาก

ในเวลานั้น จำปาบอกปริกว่าตนเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วขี้คร้านจะออกไป ถ้ามีอะไรน่าเกลียดค่อยมารายงานวันรุ่ง ปริกกระหยิ่มใจถือโอกาสออกมาบอกการะเกดว่า แม่นายสั่งให้เข้าห้องนอน เกศสุรางค์ยังอยากนั่งเล่นที่ระเบียงจึงเฉยเมย ปริกย้ำว่าอยู่ไม่ได้ หญิงสาวโต้ว่ายังอยากอยู่

“มิได้เจ้าค่ะ”

“ก็ข้าอยากอยู่...เดือนหงาย...” เกศสุรางค์แกล้งร้องเพลงท่าทางสบายใจ

“แม่หญิง...แม่หญิงอยู่มิได้เจ้าค่ะ ให้ข้าพูดอีกกี่มากน้อยเจ้าคะ...ก็แม่หญิงมีระดู”

เกศสุรางค์นึกได้ตกใจว่าปริกรู้ได้อย่างไร ปริกว่าทุกคนในเรือนรู้หมด หญิงสาวหน้าเสีย

“แม่หญิงควรอยู่ในหอนอนเท่านั้นรู้ไว้ด้วยนะเจ้าคะ มิมีแม่หญิงคนไหนขี่ม้าออกมาเดินประเจิดประเจ้ออย่างนี้ เหตุใดแม่หญิงถึงลืมสิ้นเรื่องอยู่เรื่องกิน วิปลาสขนาดไหนกันเจ้าคะ”

เกศสุรางค์ไม่กล้าเถียง เดินขาถ่างนิดๆกลับเข้าห้องแต่โดยดี ปริกกำชับไล่หลังว่าอย่าออกมาจนกว่าจะเลิกขี่ม้า

ooooooo

จ้อยพายเรือพาขุนศรีวิสารวาจามาที่ท่าเรือวัดพุทไธศวรรย์ เห็นยอดอุโบสถวัดทาบกับท้องฟ้าที่สว่างด้วยแสงจันทร์ ท่านขุนหยิบห่อขี้ไต้คบไฟห่อย่อมสะพายบ่า สั่งจ้อยให้รอที่เรือ

จากนั้นท่านขุนเดินลัดทุ่งมาอย่างระแวดระวังตัว ได้ยินเสียงนกร้องสามที จึงส่งเสียงนกร้องตอบสามทีเช่นกัน ขุนเรืองเดินออกมาพร้อมสะพายห่อขี้ไต้เหมือนกัน และบอกว่าหลวงสรศักดิ์รออยู่ที่ท่าน้ำวัดพะแนงเชิง...พอสองท่านขุนเดินมาถึง ได้ยินเสียงหลวงสรศักดิ์ส่งสัญญาณก็ส่งตอบ ทั้งสามลงเรือพายผ่านวัดพะแนงเชิงเข้าคลองสวนพลูลัดเลาะไปหน้าชุมชนโปรตุเกส ก็เห็นคลังสินค้าบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเป็นเงาดำมืด มียามเดินไปมา

ยามไทยคนหนึ่งเดินเมาอ้อแอ้ จึงถูกคนอังกฤษสองคนรุมกระทืบ ขุนเรืองจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ขุนศรีวิสารวาจาคว้าคอไว้ ขุนเรืองเกรงยามคนนั้นจะตายเสียก่อน พอคนอังกฤษผละไปขุนศรีวิสารวาจาเห็นว่าทิศทางลมเปลี่ยนแล้วก็เอาไต้ชุบน้ำมัน เข้ามาลากยามที่นอนสลบออกไป แล้วโยนไต้จุดไฟใส่คลังสินค้า เกิดความวุ่นวายชกต่อยกันเบาะๆกว่าทั้งสามจะหนีออกมาได้

ระหว่างพายเรือกลับ ขุนเรืองกับหลวงสรศักดิ์เย้าขุนศรีวิสารวาจาว่านับหนึ่งถึงเท่าไหร่กว่าจะตัดสินใจชก ท่านขุนเห็นเพื่อนทั้งสองหัวเราะก็ตอบขำๆว่าที่ช้าเพราะเล็งคางมันเท่านั้น

เมื่องานสำเร็จ สามหนุ่มแยกย้ายกันกลับ ขุนศรีวิสารวาจาลงเรือที่จ้อยรออยู่ นั่งเรือมองจันทร์นึกถึงภาพตอนเห็นร่างซ้อนร่างการะเกด หัวใจเขาวาบหวามยิ่งนัก... พอถึงบ้านเดินทอดน่องไปตามทาง ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียก การะเกดยืนตาโตมองถามคิดว่าตนเป็นใคร

“ไยข้าจะคิดว่าเป็นผู้ใด ก็เห็นว่าเป็นออเจ้า”

“ไม่แน่...ก็พระจันทร์สวยจะตาย” เกศสุรางค์เข้าใจว่าท่านขุนคิดถึงจันทร์วาด

“สวยจะตาย...ใครจะตาย” ท่านขุนไม่เข้าใจภาษา

“คงมีมั้งคะ...”

บุพเพสันนิวาส

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด