สมาชิก

บุพเพสันนิวาส

ตอนที่ 7

เกศสุรางค์ถือโอกาสเดินไปหามิชชันนารีให้พาไปพบมะลิที่ด้านหลังโบสถ์ ขุนศรีวิสารวาจามองตามไม่วางตา

มะลิเห็นการะเกดก็ดีใจถาม “ออเจ้ามิได้โกรธข้าใช่ฤาที่แต่งงานกับออกหลวงสุรสาคร”

“โกรธ...เสียเมื่อไหร่เฮ้อ แต่ข้าก็ไม่ได้เห็นด้วยหรอกนะ เพียงแต่คิดว่าออเจ้าคงคิดดีแล้ว”

มะลิรับว่าใช่ เกศสุรางค์จึงอวยพรให้มีความสุข มะลิขอบใจกล่าวว่า ต่อไปไม่ว่าทุกอย่างจักเปลี่ยนไป แต่ความรู้สึกนับถือยินดีต่อเธอไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และย้ำหนักแน่น

“แม้ข้าจักแต่งแก่ผู้ที่อยู่ในความคุ้มครองของฝรั่งเศส แต่ข้าก็เกิดในแผ่นดินอยุธยา ข้าจักไม่มีวันลืมตนทรยศต่อแผ่นดินอยุธยาแน่”

“พูดอะไรอย่างนั้น เจ้าคิดอะไรอยู่”

“ออเจ้ารู้ฤาไม่ การที่พ่อข้าเป็นลูกครึ่งแขกผิวดำทำให้ครอบครัวของเรามีความเป็นอยู่ไม่ผิดกับทาสที่โดนหยามหมิ่น ฝรั่งกันเองยังดูถูก คนไทยยังดูแคลน ถึงจักพอมีเชื้อมีสายอยู่บ้าง ก็เป็นคนพลัดถิ่นที่ถูกเขาเนรเทศมา”

เกศสุรางค์แปลกใจ มะลิเล่าว่าครอบครัวถูกเนรเทศมาจากญี่ปุ่น เพราะตาเป็นเจ้าชายญี่ปุ่นคนแรกที่รับศีลล้างบาป จึงโดนรังเกียจจากพวกพระญาติ คนญี่ปุ่นที่ศรัทธาพระเจ้า ถูกเนรเทศให้ลงเรือออกจากญี่ปุ่น ตากับยายของตนพบรักกันในเรือ และพากันมาอยู่ที่อยุธยานี่

เกศสุรางค์ฟังแล้วรู้สึกโรแมนติก มะลิถามคำนี้เป็นภาษาฝรั่งใช่หรือไม่ เกศสุรางค์รับว่าใช่ แล้วปลอบใจว่าให้เลิกคิดถึงอดีตที่ไม่มีวันเปลี่ยน แต่นี้ไปเธอกำลังมีอนาคตที่ดี เพราะได้ยินว่าหลวงสุรสาครยกย่องให้เป็นเมียเอก แสดงว่าเขารักเธอมาก

ด้านขุนศรีวิสารวาจาชะเง้อมองหาการะเกดจนขุนเรืองต้องกระซิบว่า นางคงรู้กาลเทศะไม่ต้องห่วง

ขุนศรีวิสารวาจาส่ายหน้าบอกนางไม่รู้และชอบทำตามใจตัวเอง เกศสุรางค์เดินมานั่งข้างๆได้ยินเต็มเปา ขุนเรืองไม่ทันเห็นบอกเพื่อนว่า การะเกดงามนัก ไม่มีใครเอาโทษนาง แต่ขุนศรีวิสารวาจายังหนักใจว่า งามอย่างไรก็ไม่เกี่ยว เพราะใครๆมองว่านางวิปลาส

“แต่ข้าไม่บ้านะ” เกศสุรางค์กระซิบเบาๆ

สองขุนสะดุ้งหันมอง ขุนศรีวิสารวาจากลบเกลื่อนเอ็ดว่าหายไปไหน พิธีกำลังจะเริ่ม

“ทำเสียงเขียวกลบเกลื่อน คิดว่าจะพ้นเรื่องนินทาข้าเหรอเจ้าคะคุณพี่”

ขุนศรีวิสารวาจาสวนว่าไม่ได้นินทา ตนพูดความจริง ขุนเรืองเข้าข้างการะเกดว่านางไม่ได้บ้า

หลวงศรียศเห็นด้วยแถมชื่นชมว่านางงามที่สุดในพระนคร เกศสุรางค์ชี้นิ้วร้องเบาๆว่า

“ถูกต้องแล้วคร้าบ...”

ขุนเรืองกับหลวงศรียศทำหน้างง ต่างจากขุนศรีวิสารวาจาที่ชินทำตาเขียวใส่ เกศสุรางค์แกล้งเอียงตัวเอาไหล่ชน ย้ำว่าเรื่องจริง ท่านขุนใจเต้นรัวที่นางเข้ามาใกล้ชิด ก็พอดีเจ้าสาวเข้ามา

ฟานิกพาเจ้าสาวถือช่อดอกไม้มาส่งให้หลวงสุรสาครที่ยืนข้างหน้าสังฆราชปัลลู เกศสุรางค์ตื่นเต้นที่จะได้เห็นพิธีแต่งงานพยายามยืดคอมอง พอได้ยินสังฆราชกล่าว

“เจ้าจะรับนายคอนสแตนติน ฟอลคอนเป็นสามี ไม่ว่าจะยามสุขหรือทุกข์ มั่งมีหรือยากจน สบายดีหรือเจ็บป่วย จนกว่าจะตายจากกันหรือไม่”

เกศสุรางค์ได้ยินชื่อฟอลคอนก็ลืมตัวลุกพรวดขึ้นพึมพำ...ฟอลคอน...วิชาเยนทร์...ท่านขุนรีบดึงให้นั่งลงและทำท่าปรามให้เงียบ เสียงสังฆราชกล่าวกับเจ้าบ่าว

“นายคอนสแตนติน ฟอลคอน ท่านจะรับนางมารี กีมาร์ เด ปินา เป็นภรรยาไม่ว่าจะยามสุขหรือทุกข์ มั่งมี หรือยากจน สบายดีหรือเจ็บป่วย จนกว่าจะตายจากกันหรือไม่”

ทั้งบ่าวสาวต่างรับคำ เกศสุรางค์พึมพำ ว่าฟอลคอนคือเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ และมารี กีมาร์ คือท้าวทองกีบม้า...เธอตื่นเต้นดีใจคิดถึงเรืองฤทธิ์เพื่อนรักที่ไม่ได้มาพบเจออย่างตน

เมื่อเสร็จพิธี แขกในงานปรบมือเกรียวกราว ฟอลคอนหันมากล่าวขอบใจทุกคนที่มางานนี้ และขอบพระคุณออกญาโกษาธิบดีที่เมตตาเสมอมา พร้อมประกาศด้วยน้ำเสียงอหังการ

“ต่อไปนี้ให้ทุกคนจงอย่าเรียกเมียข้าว่าแม่มะลิอีกต่อไป เพราะข้าไม่ชอบใจชื่อนี้เป็นที่ยิ่ง เมียของข้าไม่ได้เป็นแม่ค้าเรือนแพเฉกเช่นเดิม จึงไม่จำเป็นต้องมีชื่อเพื่อให้เรียกได้ง่ายอีกแล้ว จงเรียกนางว่า ตองกีมาร์ เช่นผู้หญิงฝรั่งเศส”

บุพเพสันนิวาส

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด