ตอนที่ 7
บนเรือนบ้านจันทร์วาด ขุนศรีวิสารวาจามาคุยราชการกับออกญาโกษาธิบดีและพระวิสุทธสุนทร ในขณะที่จันทร์วาดนั่งร้อยอุบะซึ่งเป็นงานฝีมือที่เชี่ยวชาญ สายตาชำเลืองท่านขุนตลอดเวลา โดยที่ท่านขุนมิได้รู้ตัว
ออกญาโกษาธิบดีกล่าวขึ้นว่า “พ่อปานข้ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษา เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับออเจ้าด้วยพ่อเดช ...ออเจ้าทั้งสองคนรู้เรื่องขุนหลวงจะส่งคณะคนไทยไปเป็นทูตเมืองฝรั่งเศสแล้วฤามิใช่ ข้ากราบทูลขุนหลวงว่า ขุนปานน้องข้าสามารถพอที่จักเป็นราชทูตได้”
พระวิสุทธสุนทรตกใจสีหน้าตรึกตรอง ผู้เป็นพี่บอกอีกว่ามีเวลาเตรียมตัวสี่ปี และว่าหลวงสุรสาครเป็นคนกราบทูลแนะนำ เหตุผลที่ขุนหลวงยอมเพราะอยากยืมมือฝรั่งเศสมาคานอำนาจทางการค้ากับพวกวิลันดาที่วางใหญ่วางโตขึ้นทุกวัน สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมตัวคือภาษา ต้องหมั่นฝึกฝนให้คล่อง ไม่ใช้ล่าม พูดตอบโต้ให้ได้...พระวิสุทธสุนทรรับคำ
“พ่อเดชฟังนะ เรื่องสำคัญกับชีวิตของออเจ้า...ข้าขอให้ออเจ้าไปกับคณะทูตนี้ด้วย”
ขุนศรีวิสารวาจารับคำออกญาโกษาธิบดี...เสร็จการสนทนา จันทร์วาดเดินมาส่งท่านขุน อดใจหายไม่ได้ที่เขาต้องไปฝรั่งเศสถึงสองปี อยากรู้ว่าเขาจะคิดถึงตนบ้างไหม จึงพูดเป็นนัยๆ
“มีแต่คนคิดถึงคนไป แต่คนไปจะคิดถึงใครบ้างก็สุดรู้”
ขุนศรีวิสารวาจาไม่อยากให้นางเก้อ จึงตอบกลางๆ ว่า คิดถึงทุกคนทางนี้แน่นอน จันทร์วาดมองด้วยสายตาอาวรณ์ แต่ท่านขุนเดินลงเรือมิได้สนใจ ทำให้หญิงสาวน้ำตาหยดเผาะ
คุณหญิงนิ่มเข้ามาถาม “เขาเอ่ยคำใดลูกแม่ถึงน้ำตาตกฉะนี้” จันทร์วาดส่ายหน้า นิ่มเสียงเข้มขึ้น
“แม่หญิงวิปลาสคนนั้นเป็นคนไร้สกุล ลูกสาวขุนนางบ้านนอก อุปนิสัยชั่วร้ายถึงลือ แม่มองหาเหตุอันใดก็ไม่มีที่ท่านโหรายินดีประสงค์ให้เป็นสะใภ้มากกว่าธิดาเจ้าพระยาโกษาธิบดีเสนาบดีกรมพระคลัง ยังรั้งตำแหน่งสมุหนายก” จันทร์วาดอุดหูไม่อยากฟังให้เสียดแทงใจ นิ่มเอ็ด
“แม่จันทร์วาดไยปฏิบัติตนอย่างนี้ผิดวิสัยของลูกนะ”
“คุณแม่ได้โปรดอย่าซ้ำเติมข้าอีกเลยเจ้าค่ะ” จันทร์วาดตัดพ้อน้ำตานองหน้า
“ซ้ำเติมยังไร” นิ่มเสียงเขียวแต่จันทร์วาดยังสะอื้นตอบโต้
“หาต้องพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่าข้าคือลูกสาวคุณพ่อ แล้วจะได้ทุกอย่างที่อยากได้ เพราะมันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ข้าไม่มีอะไรสู้กับแม่การะเกดได้เลย...ไม่มี ไม่มีเลยคุณแม่ได้โปรดรับรู้ด้วย”
นิ่มมองลูกสาวสะอื้นอย่างหนักใจ
ooooooo
เกศสุรางค์ยังนอนคว่ำหน้าน้ำตาไหลเงียบๆ แย้มทาไพลที่แผลให้อย่างเบามือ พร้อมปลอบว่าอีกไม่เกินสองวันก็หายออกไปข้างนอกได้ แต่หญิงสาวกลับบอกว่าไม่อยากไปไหน อยากรู้แค่ว่าการะเกดมาอยู่เรือนนี้นานแค่ไหนและไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง
“เหยียบสองปีแล้วเจ้าค่ะ แม่นายไม่เคยไปที่ใดเลยเจ้าค่ะ เพราะแม่นายไม่ยอมไปเจ้าค่ะ”
“ทำไมล่ะ ไปเที่ยวข้าไม่ชอบหรือ” เกศสุรางค์แปลกใจ
“แม่นายว่าร้อน แดดแรง ฝนตกแม่นายไม่ชอบเปียกปอน ไม่อยากจับหวัด ไม่ชอบไอไม่ชอบจามเจ้าค่ะ”
“หา ข้าเนี่ยนะ ไม่ชอบไอไม่ชอบจาม คนอะไรอย่างเนี้ยเนี่ย”
แย้มยืนยันว่าจริง แม่นายไม่อยากเจ็บอกเจ็บคอ หน้าหนาวก็จะอยู่บ้านผิงไฟ เกศสุรางค์เพิ่งรู้ว่าหนาวขนาดนั้น แย้มบอกพวกบ่าวต้องผิงไฟทั้งคืนด้วยไม่มีผ้าผวยเพราะมันแพง
“ข้าอ่านพบว่าอยุธยารุ่งเรืองดั่งเมืองสวรรค์”
“อุ๊ย ใครนะเจ้าคะช่างว่า หาจริงไม่เจ้าค่ะ พวกเทวดานางฟ้าที่อยู่เมืองสวรรค์ก็เห็นแต่พวกขุนน้ำขุนนางเจ้าขุนมูลนายหรอกเจ้าค่ะ พวกไพร่พวกทาสยากจนข้นแค้นนักเจ้าค่ะ เรือนนี้ค่อยยังชั่วเจ้าค่ะ มูลนายท่านใจดีมีเมตตา หาไม่แล้วก็กินแต่ข้าวจิ้มพริกจิ้มเกลือกันทั้งนั้นเจ้าค่ะ”
แย้มแปลกใจที่ทำไมถึงลืมหมด เกศสุรางค์อ้างว่าลืมจริง แล้วบ่นว่าตอนนี้ไม่อยากไปเที่ยวไหนอีกเข็ดขยาด ไม่ทันไรผินเข้ามาบอกว่าหลานของแย้มมาจากสองแคว แย้มดีใจ










