ตอนที่ 7
เกศสุรางค์ไม่รู้อารมณ์ของท่านขุน ลุกขึ้นถอยหลังบอกขุนเรืองว่าต้องดูห่างๆถึงจะรู้ว่าที่ปั้นเป็นสถานที่ใด เผอิญจันทร์วาดเดินเข้ามาจึงถูกชนล้ม ขุนเรืองรับร่างเธอไว้ทัน ทั้งสองสบตากันอึ้งๆ จันทร์วาดเขินรีบผละออกอ้างจะไปตักทราย ขุนเรืองอาสาไปช่วย
ขุนศรีวิสารวาจาถือโอกาสชวนการะเกดไปเดินเที่ยวโดยไม่ให้ชวนใครแม้แต่ผินกับแย้ม ว่าแล้วก็จูงมือไป จันทร์วาดหันกลับมาเห็น สายตาเศร้าลง ขุนเรืองสงสารจึงบอกว่าจะช่วยปั้นต่อให้เสร็จเอง จันทร์วาดยิ้มรับความหวังดี
ขุนศรีวิสารวาจาพาเกศสุรางค์เดินชมงานวัด โดยคอยกันไม่ให้โดนคนเบียดเวลาเดิน พาดูละครพร้อมกระซิบอธิบายว่า ละครนอก ผู้ชายเล่นทั้งหมด ถ้าละครใน ผู้หญิงเล่นทั้งหมด มีบางเรื่องที่ห้ามละครนอกเล่น อย่างรามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท ให้เฉพาะละครในเท่านั้น เรื่องที่ละครนอกเล่นได้พวกละครพื้นบ้านอย่างสังข์ทอง มโนห์รา คาวี...
ขณะนั่งเรือกลับ พระจันทร์กลมโตสวยงามจนเกศสุรางค์เกิดอารมณ์อยากร้องเพลงขึ้นมา “จันทร์กระจ่างฟ้า นภาประดับด้วยดาว โลกสวยราวเนรมิตประมวลเมืองแมน ลมโชยกลิ่นมาลากระจายดินแดน เรียมนี่แสน คะนึงถึงน้องนวลจันทร์...”
ขุนศรีวิสารวาจาจ้องมองพึมพำออกมาว่า “แม่การะเกด ออเจ้าเป็นใคร”
“วันหนึ่งนะคะ...วันหนึ่งคุณพี่จะรู้ค่ะ” เกศสุรางค์พึมพำสบตานิ่งนาน
ooooooo
วันรุ่งขึ้น ตรงหน้าม่านอาคมวัดพุทไธศวรรย์ ขุนศรีวิสารวาจายืนบริกรรมคาถาเพื่อผ่านเข้าไป ชาวบ้านไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ และไม่อาจเห็นว่าภายในนั้นเป็นอะไร
ขุนศรีวิสารวาจาเดินผ่านลานซ้อมดาบซ้อมมวย ไปพบอาจารย์ชีปะขาว ท่านยิ้มด้วยรู้ว่าเขามาเพื่อประสงค์สิ่งใด ท่านขุนยอมรับ
“ขอรับ ข้ารู้ว่านางไม่ใช่แม่การะเกด ด้วยว่านิสัยสันดานของนางมิได้เหมือนแม่การะเกดเลย ที่สำคัญวันหนึ่ง...ข้าเห็นนาง...หน้าตาของนางละม้ายแม่การะเกด แต่ข้ารู้ว่านางมิใช่ นางงามกว่าด้วยหัวใจของนาง ด้วยกิริยาวาจาของนาง ด้วยความคิดของนาง ทุกอย่างผิดแผกแปลกเปลี่ยนจนนอกจากหน้าตาแล้วเป็นคนละคนขอรับ”
“เห็นนางแต่ไม่รู้ว่านางเป็นใครฤาเจ้า”
“ขอรับ ข้าเห็นนาง ข้ารู้ว่านางมิใช่การะเกด แต่ข้าไม่รู้ว่านางเป็นใครมาจากไหน เหตุใดนางถึงอยู่ในร่างของแม่การะเกดได้”
“เพราะบุญกรรมแต่ปางบรรพ์จึงทำให้แม่หญิงผู้แปลกประหลาดมาอยู่ในร่างของแม่การะเกดที่หมดบุญไปแล้ว”
“นางจักอยู่ในร่างนี้นานถึงแค่ไหนขอรับ”
“แล้วแต่บุญกรรมแลวาสนา ออเจ้าอย่าได้คิดสงสัยอะไรเลย นางไม่ใช่ภูตผีปีศาจ ไม่ใช่ยักษีแลนางแปลง นางเป็นคน” ท่านอาจารย์ย้ำ
ขุนศรีวิสารวาจาถามว่า ตนจักถามนางตรงๆ ได้หรือไม่ ท่านตอบยิ้มๆว่าแล้วแต่เขาจักใคร่ครวญ...
ขุนศรีวิสารวาจาเดินผ่านม่านอาคมกลับออกมาด้วยสีหน้าว้าวุ่นใจ
เย็นวันนั้นขุนศรีวิสารวาจากลับมาถึงเรือน แอบมองการะเกดเล่นกับเด็กอย่างสนุกสนาน ซักถามผินกับแย้มว่าเด็กเหล่านี้ลูกใคร สองบ่าวสาธยายว่า มีทั้งลูกบ่าวและลูกออกญาโหราธิบดีแต่ไม่ได้อยู่บนเรือน จะอยู่เรือนด้านหลัง เกศสุรางค์สงสัยว่าเด็กเหล่านี้ได้เรียนหนังสือกันไหม ผินตอบว่าเรียนที่วัดใหญ่ชัยมงคล แต่เด็กหญิงไม่ได้เรียน จะเรียนแต่งานเรือน
“อ้าว...แม่หญิงจันทร์วาดยังรู้หนังสือ” เกศสุรางค์แปลกใจ
“อ๋อ แม่หญิงเป็นลูกสาวขุนนางตำแหน่งใหญ่โต มีครูไปสอนถึงบ้านด้วยกระมัง”
เกศสุรางค์แย็บถามอีกว่าเด็กคนไหนเป็นลูกขุนศรีวิสารวาจาบ้าง ผินร้องลั่นว่าไม่มี ท่านขุนไม่เคยแลและเกลือกกลั้วพวกบ่าว หญิงสาวเบ้ปากบ่น
“แหม...ไม่แปลกหรอกขนาดกับข้ายังเก๊ก เอ๊ย หางตายังไม่แลเล้ย ฮึ ถือว่าหล่อเลือกได้” พลันต้องชะงักเมื่อเห็นขุนศรีวิสารวาจาก้าวออกมายืน เกศสุรางค์พึมพำได้ยินหรือไม่ ท่านขุนตอบออกมาว่าได้ยิน เธอหาว่าเขาแอบฟัง สองบ่าวปรามเบาๆ เธอสวนทันควัน
“เอ้า...อยากรู้นี่ว่ามายืนซุ่มแอบฟัง รู้ว่าตัวเองน่านินทาจะตาย”
“ข้ามิอาจต่อคำเพราะออเจ้าพูดไม่เป็นประสาอยุธยา”










