กระทรวงการคลังโดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ยอมรับว่ากระทรวงการคลังเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ในช่วงเดือน พ.ค.-ต.ค.นี้ เพื่อเป็นแหล่งเงินเสริมให้กับ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายงานประจำปี 2569 ประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ได้สั่งให้ส่วนราชการเร่งทำสัญญาเบิกจ่ายภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ เพื่อโยกงบประมาณมาดำเนินการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งยังคงกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่ 3.79 ล้านล้านบาท ตามที่ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล กำชับให้หน่วยราชการตัดงบสร้างตึกใหม่ ซ่อมถนน และงบประมาณดูงานต่างประเทศยืนยันว่าการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านไม่กระทบหนี้สาธารณะและอันดับความน่าเชื่อถือมีข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ รัฐบาลโดย กระทรวงการคลัง ออกมาปฏิเสธการกู้เงิน 5 แสนล้าน และคุยว่ายังกู้เงินได้อีกแสนกว่าล้าน ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 75 ของจีดีพี จำนวนหนี้สาธารณะจนถึงปัจจุบันมีกว่า ร้อยละ 68 ของจีดีพีทำไปทำมาก็ต้องกู้อยู่ดีก็แสดงว่า จำนวนเงินที่จะต้องนำมาขับเคลื่อนประเทศ ต้องใช้มากกว่า 1.5 แสนล้าน ซึ่งเป็นตัวเลขที่จะใช้ในการอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศจากกองทุนน้ำมันต่อมา กระทรวงการคลังอ้างว่าเพื่อนำมาเป็นการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายปี 2569 นั่นหมายความว่ามาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ทำให้รายได้ของประเทศจากภาษีสรรพ สามิตน้ำมัน หายไปจากกรอบรายรับของรัฐบาลเป็นจำนวนไม่น้อยที่อาจจะมากกว่าเดือนละ 2 พันล้านก็เป็นได้ทำให้รัฐถังแตกจากการ ดำเนินนโยบายรับมือกับวิกฤติพลังงาน จนต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่รายรับไม่ตรงเป้ารัฐใช้เงินกองทุนน้ำมันไปกว่า 6 หมื่นล้านไปชดเชยราคาน้ำมัน ซึ่งไม่มีประโยชน์ใดๆในการแก้ปัญหาภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ของแพงอยู่ดี น้ำมันแพงอยู่ดี คนที่รับภาระคือประชาชน คนที่ล้มบนฟูกคือผู้ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานและพ่อค้าน้ำมันบวกนักการเมืองยังไม่รวมกับ การลดภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวกับน้ำมันในการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐอีกจำนวนมหาศาล โดยที่รัฐไม่ยอมเปิดเผยตัวเลข แต่เอาความดีความชอบว่าไปปรับลดภาษีตัวนั้นตัวนี้ทำให้ราคาน้ำมันลดลงเท่านั้นเท่านี้ แต่ไม่ได้บอกข้อมูลอีกด้านว่า รัฐสูญเสียรายได้ที่ต้องนำไปเป็นรายจ่ายชดเชยวิกฤติพลังงานอีกเท่าไหร่และกลายเป็นภาระของประชาชนในการแบกรับภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอยู่ดีกระทรวงการคลังอ้างว่า หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นไม่กระทบกับเครดิตของประเทศนั้น ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 12.59 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณรายจ่ายเกือบ 3 เท่า ส่วนใหญ่หนี้ร้อยละ 90 เป็นหนี้ที่รัฐกู้มาเพื่อบริหารความเสี่ยงที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ คาดจีดีพีหดตัวเหลือร้อยละ 1.5 กู้มาอีก 5 แสนล้านชนเพดานพอดีถามว่าไม่กระทบเครดิตประเทศตรงไหน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม