“ยุโรป”...กำลังเผชิญ “คลื่นความร้อน” ครั้งประวัติศาสตร์ ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในยุโรป หลายประเทศมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสคาดว่า...มี “ผู้เสียชีวิต” จากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับ “อากาศร้อน” แล้วกว่า 1,300 คนแต่นี่เป็นเพียงความร้อนในระดับ “ซ้อมใหญ่” สำหรับฤดูร้อนที่จะรุนแรงยิ่งกว่าในอนาคต และหากไม่ได้เตรียมความพร้อมอย่างเพียงพอ ราคาที่จ่ายคือชีวิตมนุษย์ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในหลายมิติประเด็นสำคัญมีว่า...“ประเทศไทย” เองก็ไม่ได้อยู่นอกวงของวิกฤตินี้ ที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว ทั้งร้อนจัด แล้งนาน ฝนหนัก และน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่เมื่อทุกคนต้องอยู่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม วิธีรับมือจะต้องเปลี่ยนตามโจทย์สำคัญจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันและอยู่ให้ได้ในยุคโลกเดือดนี้ อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม บอกว่า อนาคตของคลื่นความร้อนในยุโรปอาจโหดร้ายกว่าเดิมผลการศึกษาจากกลุ่ม World Weather Attribution (WWA) ระบุว่า คลื่นความร้อนที่กำลังเกิดขึ้นนี้ “แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” ที่จะไม่เกิดขึ้นอีก เนื่องจากโลกมีปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์ และในอนาคตยุโรปจะต้องเตรียมรับมือกับสิ่งเหล่านี้“ความถี่” ของ “ความร้อน” จะเพิ่มขึ้น 30 เท่า...คลื่นความร้อนรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 300 ปีครั้งนี้ จะกลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกือบทุกปีหรือเกิดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบทศวรรษ“ฤดูร้อนที่ยาวนานและโหดร้ายกว่าเดิมยุโรปมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับหน้าร้อนที่เริ่มต้นเร็วขึ้น...ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและจะลากยาวไปจนถึงเดือนกันยายน โดยระดับอุณหภูมิเฉลี่ยจะทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการลดละการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง”เชื่อมโยงกระทบต่อเนื่องไปถึงประเด็น...ความเหลื่อมล้ำทางสังคมน่าสนใจว่า “ความร้อน” จะกลายเป็น “ปัญหาชนชั้น” กลุ่มผู้มีรายได้น้อยในยุโรปที่อาศัยในตึกเก่าและไม่มีระบบปรับอากาศจะมีความเสี่ยงต่อชีวิตสูงมาก นำไปสู่การผลักดันให้ “ระบบทำความเย็น” ถูกบรรจุเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐต้องจัดหาให้ประชาชนสำหรับการปรับเปลี่ยนผังเมืองและข้อบังคับแรงงาน อาจารย์สนธิ บอกอีกว่า ในอนาคตเมืองใหญ่ในยุโรปจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างเร่งด่วน รวมถึงจะมีการออกกฎหมายห้ามทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลาที่แดดจัดอย่างถาวร เช่น มาตรการพักงานที่บางแคว้นในอิตาลีเริ่มนำมาใช้แล้ว ปุจฉาข้อสงสัยสำคัญ ทำไม? อุณหภูมิ 40°C ในยุโรปเท่ากับประเทศไทย...แต่ยุโรปมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าไทยมาก...คำตอบก็คือ ความแตกต่างทางกายภาพของสภาพอากาศอาจารย์สนธิ อธิบายว่า ความชื้นสัมพัทธ์โดยอากาศร้อนในประเทศไทยมักมาพร้อมความชื้นสูงที่พัดมาจากทะเลและมหาสมุทร ทำให้เหงื่อระเหยยากแต่ในยุโรปอากาศจะแห้งกว่ามากโดยในช่วงฤดูร้อนจะมีลมที่พัดพาความร้อนแห้งมาจากพื้นที่ทะเลทรายในทวีปแอฟริกา“เมื่อมีความกดอากาศสูงมาครอบไว้จากลมเย็นที่พัดเข้ามาจึงทำให้เกิดกลุ่มคลื่นของความร้อน หรือโดมความร้อน เกิดอุณหภูมิที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็วแผดเผาทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัวช่วงเวลากลางคืนในฤดูร้อนยุโรปจะมีช่วงเวลากลางวันยาวนาน แดดจัดต่อเนื่อง และมักไม่มีช่วงเวลากลางคืนที่อุณหภูมิลดต่ำลงมาช่วยคลายความร้อน ทำให้ร่างกายมนุษย์ไม่มีช่วงเวลาพักฟื้น”ปัจจัยสำคัญคือการปรับสภาพของร่างกาย “คนไทย”...จะคุ้นชินกับสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดปี ร่างกายมีกลไกขับเหงื่อและปรับตัวกับความร้อนได้ดีกว่า “คนยุโรป”...จะคุ้นชินกับเมืองหนาว ร่างกายไม่คุ้นเคยกับการขยายตัวของหลอดเลือดเพื่อระบายความร้อนที่รวดเร็วขนาดนี้ส่งผลให้ “ระบบหัวใจ” ทำงานหนักจนเกิด “ภาวะฮีตสโตรก” หรือ “โรคลมแดด” ได้ง่ายปัจจัยถัดมา...โครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิต “ตึก” และ “บ้านเรือน” ในยุโรปถูกสร้างด้วยอิฐหนาและมีฉนวนกันหนาว เพื่อรักษาความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว เมื่อเกิดคลื่นความร้อน บ้านจึงกลายเป็นเตาอบที่กักความร้อนไว้ข้างใน...ที่สำคัญการติดตั้งเครื่องปรับอากาศโดยบ้านเรือนและอาคารสาธารณะส่วนใหญ่ก็ไม่มีเนื่องจากมองว่าเป็นเมืองหนาว ไม่คุ้มค่าติดตั้ง ค่าไฟแพง หรือติดขัดกฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อม ต่างจากไทยที่ติดแอร์เกือบทุกจุด และในมุมโครงสร้างประชากร ในยุโรปมีสัดส่วน “ผู้สูงอายุ” สูงมาก ซึ่งเป็น “กลุ่มเปราะบาง” ที่เสี่ยงต่อภาวะอากาศร้อนที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกินไปกระนั้นแล้วนักวิชาการด้านสภาพภูมิอากาศต่างส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ “ปรากฏการณ์ความร้อนสะสม” ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่คือระยะเวลาที่ความร้อนแช่อยู่นานผิดปกติหากยุโรปได้รับผลกระทบ ไทยซึ่งอยู่บนเส้นศูนย์สูตรก็เปรียบเสมือนคนไข้ที่มี “ภูมิคุ้มกันต่ำ” ในวิกฤติสภาพภูมิอากาศนี้ ถ้าคิดว่าแค่เปิดแอร์ก็จบ...คุณกำลังคิดผิด วิกฤติคลื่นความร้อนจะตามมาด้วย “โดมิโนเอฟเฟกต์” ที่ไม่มีใครหยุดได้ เป็นภัยแฝงที่น่ากลัวกว่าอากาศร้อนไม่ว่าจะเป็น...วิกฤติพลังงาน เมื่อทุกคนเปิดแอร์พร้อมกัน ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงจนระบบอาจล่ม ความมั่นคงทางอาหาร... พืชผลทางการเกษตรที่อ่อนแอต่อสภาพอากาศ จะตายเกลื่อน ส่งผลต่อราคาอาหารและปากท้องของคนไทย สุขภาพประชาชน...โรคลมแดด จะกลายเป็นฆาตกรเงียบเมื่อ “โลกเดือด” ไม่ใช่เรื่องของอนาคต ถึงเวลา “ตั้งรับ” ก่อนกลายเป็น “เหยื่อ”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม