“สมชัย” อดีต กกต.โต้เดือด หลังเป็น 1 ใน 6 ประชาชนที่ถูก กกต.ฟ้องหลายข้อหาหนัก ซัดพฤติกรรมลอบกัด ลับๆล่อๆ ขณะที่ทีมกฎหมายพรรค ปชน.ย้ำ หากพบ กกต.แจ้งความอันเป็นเท็จจากการฟ้องประชาชน พร้อมฟ้องกลับ ด้าน “หมอวาโย” เปิดเจตนารมณ์ผู้ยกร่าง รธน.2560 อธิบายความหมาย “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” ชี้ชัดการติดบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จ่อขัด รธน. ส่วน “อ.ปริญญา” เปิดประเด็นจำนวนบัตรเลือกตั้ง พบความผิดปกติของตัวเลขบัตรที่เพิ่มขึ้นและบัตรเขย่งที่หายไป จี้ กกต.ออกมาชี้แจงด่วนความคืบหน้ากรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความตำรวจกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับ 6 บุคคล ได้แก่ นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ซีอีโอ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ การเลือกตั้ง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ประชาชน (ปชน.) และนายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ สเปซบาร์ ข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และข้อหาอั้งยี่-ยุยงปลุกปั่นประชาชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กกต.อย่างหนักต่อมา วันที่ 28 ก.พ. พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า กกต.ควรตอบข้อสงสัยประชาชน โดยการชี้แจงและอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ ไม่ใช่ตอบโต้ประชาชน โดยการดำเนินคดีกับประชาชน-สื่อมวลชน ด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่ได้สัดส่วน และเสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก การเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นการจัดการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยและข้อครหาจากประชาชน ถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใส แต่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แทนที่กกต.จะเลือกใช้วิธีการสื่อสารและชี้แจงกับประชาชน และสื่อมวลชนที่ตั้งข้อสังเกตอย่างสม่ำเสมอ และในรูปแบบที่เปิดให้มีการถามตอบได้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย กกต.กลับเลือกใช้วิธีการสื่อสารทางเดียวผ่านเอกสารแถลงการณ์ที่ไม่สามารถคลายข้อสงสัยในหลายประเด็นได้พรรค ปชน.ระบุอีกว่า ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 27 ก.พ. กกต.ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันกระแสข่าวว่า กกต.ได้ดำเนินการแจ้งความกองบังคับการปราบปราม เพื่อฟ้องประชาชนที่ได้ดำเนินการตรวจสอบ กกต. เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง รวมถึงเหตุการณ์ ในวันที่ 22 ก.พ.ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 กทม. โดยรายชื่อที่ถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี คาดว่าประกอบไปด้วยนักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชน และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน. ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อประชาชนและสื่อมวลชน พรรค ปชน.ขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจของ กกต.พรรค ปชน.โพสต์อีกว่า ฝ่ายกฎหมายพรรคปชน.ยืนยันว่า หากข้อเท็จจริงในการแจ้งความดำเนินคดีของ กกต.มีการแจ้งความอันเป็นเท็จ ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน หรือมีการแจ้งความทั้งที่รู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดกฎหมาย ทางพรรคจะดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต.เป็นการต่อไป ท่ามกลางข้อสงสัยและความคลางแคลงใจของประชาชนต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. พรรค ปชน.เห็นว่า หาก กกต.ต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.สิ่งที่ กกต.ควรทำ ต้องไม่ใช่การหวังปกป้องตนเองผ่านการดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่คือการปกป้องตนเองด้วยการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสิ้นข้อสงสัยนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์ภาพเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมข้อความว่า “มันจบแล้วครับ กกต.” พร้อมระบุว่าก่อนหน้านี้ ปรากฏผู้คนมากมายพยายามตีความความหมายของคำว่า “ลับ” ตามรัฐธรรมนูญฯอย่างหลากหลาย ทว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพิ่งจะถูกยกร่างและประกาศใช้เมื่อ พ.ศ.2560 นี้เอง ดังนั้น พยานหลักฐานที่บันทึกถึงเจตนารมณ์ของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงยังคงอยู่และหนักแน่นอย่างยิ่งนพ.วาโยโพสต์ระบุอีกว่า ได้ปรากฏ “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560” สำนักงานเลขาธิการสภาฯ หน้าที่ 140 ถึง 141 ได้อธิบายคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่ “บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไร หรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด ดังนั้น คำว่า “บุคคลอื่น” ย่อมหมายถึง บุคคลใดๆ ซึ่งมิใช่ผู้ออกเสียงลงคะแนนทั้งสิ้น ดังนั้น กกต.เองย่อมเป็น “บุคคลอื่น” ตามนัยแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นกันนพ.วาโย โพสต์ว่าคำว่า “ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ย่อมหมายถึงความลับของการลงคะแนนเสียงนั้นจะต้องดำรงอยู่ทั้งขณะที่กำลังออกเสียงลงคะแนนและคงอยู่ภายหลังจากนั้น “ตลอดไป” และจะต้องไม่มีวิธีการใดที่จะ “ตรวจสอบได้” เช่นนี้ การที่ปรากฏรหัสแท่ง (Barcode) ในบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ลงคะแนนเสียงคนใดได้ลงคะแนนเสียงว่าอย่างไร จึงมิใช่การลงคะแนนเสียงโดยลับตามนัยและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกรณี กกต.ฟ้องประชาชน โดยระบุว่า กกต. แจ้งความประชาชนแบบปั่นกระแส หวังข่มขู่ประชาชนที่ออกมาเปิดโปงสิ่งที่ กกต.ประพฤติมิชอบหรือไม่ ตามที่สำนักงาน กกต. ได้ออกเอกสารข่าวประชา สัมพันธ์ เลขที่ข่าว 196/2569 วันที่เผยแพร่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 3 หน้า เพื่ออธิบายที่ กกต. ไปแจ้งความกองปราบว่า ไม่ใช่การฟ้องประชาชนหรือคุกคามสื่อ แต่เป็นการแจ้งความคณะบุคคลที่ร่วมและแบ่งกันทำงานและขบวนการ โดยระบุเหตุผล 6 ข้อดังนี้ 1.ขัดขวางการทำงานของ กกต. 2.กระทำการอ่านบาร์โค้ดเพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิ เลือกตั้งเลือกใคร 3.กกต.ไม่เคยดำเนินคดีกับประชาชน ยกเว้นคนที่มีเจตนาไม่สุจริต 4.กลุ่มคนที่โดนแจ้ง เป็นกลุ่มคนที่ไปปรากฏตัว มีหลักฐานการนำเสนอข้อมูลร่วมกัน 5.คนที่ไม่ไปปรากฏ มีการนัดหมายกับกลุ่มขบวนการจะเปิดเผยสิ่งที่ทำในเวทีสาธารณะ 6.มีการปั่นกระแสในโซเชียล ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยเป็นภัยต่อความมั่นคงนายสมชัยระบุอีกว่า เอกสารทั้งหมดไม่มีการระบุชื่อบุคคลทั้ง 6 คน มีแต่ข่าวปล่อยที่หวังปั่นกระแสในโซเชียล เพื่อข่มขู่ คุกคามประชาชน ด้วยข้อกล่าวหาอาญาแผ่นดินที่ร้ายแรง โดยหวังลดทอนการตรวจสอบการประพฤติมิชอบของ กกต.เอง ซึ่งนับวันจะมีคนออกมาเปิดโปงมากขึ้นเรื่อยๆ การสงวนชื่อผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาไม่แตกต่างอะไรกับพฤติกรรมของคนขลาด ที่ลอบกัด ลับๆ ล่อๆ ที่กลัวการฟ้องกลับ ม.157 เมื่อบุคคลดังกล่าวได้ทราบข้อมูลการฟ้องที่เป็นทางการ เปิดเผยชื่อสิครับ อย่าขลาดกลัวเกินเหตุ หากมั่นใจว่าข้อกล่าวหาเป็นความจริง แต่หากเป็นการแจ้งความเท็จเมื่อไหร่ การแจ้งความกลับเกิดขึ้นทันทีอย่างน้อย 9 คน ทั้งอาญาและแพ่งที่แพงมากนอกจากนี้ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.42 เปอร์เซ็นต์ กับความผิดปกติของตัวเลขที่เพิ่มขึ้น และบัตรเขย่งที่หายไป โดยเป็นการตั้งข้อสังเกตจากเอกสารประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน กกต.ที่แจ้งจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด และจำนวนบัตรเสียกับงดออกเสียง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยมีความผิดไปจากปกติ 5 ข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของบัตรเลือกตั้งและบัตรที่เกินมา (บัตรเขย่ง) เหลือแค่ 3 ใบ จากจำนวนบัตรเขย่งที่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนบัตรแบบแบ่งเขตมากกว่าจำนวนบัตรแบบบัญชีรายชื่อ 66,939 ใบ แต่เมื่อประกาศจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครบ 100 เปอร์เซ็นต์ บัตรเขย่งสามารถลดลงเหลือเพียง 3 ใบอย่างไม่น่าเชื่อ โดย 3 ใบ ที่ต่างกันคือบัตรแบบบัญชีรายชื่อมากกว่าบัตรแบบแบ่งเขต คำถามคือ เป็นไปได้อย่างไร? พร้อมเรียกร้องให้ กกต.ต้องชี้แจงโดยด่วน ไม่งั้นคนสงสัยแน่นอนว่ามีการปรับแต่ง (manipulate) ตัวเลขวันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่อาคารโดมโรงเรียนท่าใหม่ “พูลสวัสดิ์ราษฎร์นุกูล” อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี มีการนับคะแนนใหม่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ ตามประกาศของ กกต.จ.จันทบุรี โดยมี นายจิระ ทองอร่าม รอง ผอ.กกต.จ.จันทบุรี คณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 พ.ต.อ.พลภัทร ธรรมะสนอง ผกก.สภ.ท่าใหม่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ร่วมติดตามการนับคะแนนอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางผู้แทนของพรรค การเมือง ผู้สมัคร สส. และภาคประชาชนเดินทางมาเกาะติดการนับคะแนนด้วยตนเองการนับคะแนนเริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. และมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดจับภาพทั้ง 2 มุมของการนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเป็นหลักฐานให้เกิดความโปร่งใส และความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง โดยหน่วยเลือกตั้งที่ 8 เขตเลือกตั้งที่ 2 ต.ทุ่งเบญจา มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 469 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 320 คน ใช้เวลาในการนับ 53 นาที ผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต พบว่า คะแนนตรงกับใบ ส.ส.5/18 เดิม โดย สส.แบบแบ่งเขต บัตรดี 302 บัตร บัตรเสีย 8 บัตร บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 10 บัตร ผู้ได้คะแนนอันดับ 1 คือ นายคัมภีร์ ชื่นบาน พรรคภูมิใจไทย ได้ 182 คะแนน อันดับ 2 นางสาวปรัชญาวรรณ ไชยสืบ พรรคประชาชน ได้ 94 คะแนนสำหรับ สส.แบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 พรรคประชาชน ได้ 104 คะแนน อันดับ 2 พรรคภูมิใจไทย ได้ 93 คะแนน แต่จากกระดานคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ พบว่า คะแนนของพรรคทางเลือกใหม่ จากเดิมที่นับครั้งก่อนได้ 5 คะแนน เหลือเพียง 4 คะแนน และคะแนนจากพรรคประชาชน ที่เคยได้ 103 คะแนน ครั้งนี้เพิ่มขั้น 1 คะแนน เป็นนับได้ 104 คะแนน และจากการสังเกตการนับคะแนนครั้งนี้ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ชุดใหม่ช่วงยกบัตรลงคะแนนขึ้นมาขานหมายเลข ได้ใช้มือปิดบังที่บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดของบัตรลงคะแนนด้วยส่วนที่โรงเรียนแหลมสิงห์วิทยาคม อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่นับคะแนนเลือกตั้ง สส.ใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 1 มีรายงานว่า นายอำนาจ ผุสดี ผอ.กกต.จันทบุรี มาร่วมติดตามการนับคะแนนในครั้งนี้ และเปิดโอกาสให้ผู้แทนของพรรคการเมือง ผู้สมัคร สส.และภาคประชาชน มาสังเกตการณ์การนับคะแนนใหม่ เหมือนเช่นที่โรงเรียนท่าใหม่ฯ โดยในการนับคะแนนครั้งนี้เป็นการนับคะแนนของ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 ต.พลิ้ว อ.แหลมสิงห์ ที่มีการร้องเรียนถึงการนับคะแนนที่อาจไม่โปร่งใส โดยในหน่วยนี้มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 568 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 394 คน การนับคะแนนครั้งนี้ จึงนับคะแนน สส.แบบแบ่งเขต จำนวน 394 ใบ ตามจำนวนผู้มาใช้สิทธิ และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 394 ใบ บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยทั้งนี้ผลการนับคะแนน สส.แบบแบ่งเขต บัตรดี 342 บัตร บัตรเสีย 24 บัตร บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 28 บัตร อันดับ 1 พลตำรวจโท สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ พรรคภูมิใจไทย ได้ 103 คะแนน อันดับ 2 นายวรายุทธ ทองสุข พรรคประชาชน ได้ 102 คะแนน ส่วน สส.แบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 พรรคประชาชน ได้ 121 คะแนน อันดับ 2 พรรคภูมิใจไทย ได้ 65 คะแนนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่