คนรุ่นเราๆฟังนิทานเรื่องปาท่องโก๋ มาแล้วหลายสำนวน วันนี้ เป็นสำนวน หวนชูเต้าหยิน ขุนนางเกษียณสมัยราชวงศ์หมิง...เขียนหลังเหตุการณ์จริงผ่านไป ราวกว่าร้อยปี(สายธารแห่งปัญญา หงอิ้งหมิง เขียน บุญศักดิ์ แสงระวี แปล สำนักพิมพ์ ก.ไก่ พ.ศ.2533)เดาได้ว่า ช่วงเวลานั้นชาวจีนยังนิยมกินปาท่องโก๋กันอยู่ แต่จะกินอย่างอร่อยปาก หรือจะกินไปด่าไป ก็ต้องเดากันเองสมัยราชวงศ์ซ่ง ชนชาติจิน (จิน นะครับ ไม่ใช่จีน เป็นมองโกลเผ่าหนึ่ง) อยู่ทางเหนือรุกรานลงใต้ ยึดแผ่นดินราชวงศ์ซ่งไปครองได้ถึงกึ่งหนึ่งไม่แน่ว่า เป็นเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้าย ราชวงศ์ซ่งมีแม่ทัพดี ชื่องักฮุย นำทหารต่อต้านทัพจินอย่างสุดความสามารถ ประวัติศาสตร์จีน บันทึกว่า ทัพงักฮุยตีทัพชนชาติจินให้พ่ายแพ้ไปครั้งแล้วครั้งเล่ากิตติศัพท์งักฮุยโด่งดังถึงขนาด พอทหารจินเห็นธงประจำทัพ... มีอักษรว่า “งักฮุย ผู้จงรัก” เท่านั้น ก็ตกใจอกสั่นขวัญแขวน ไม่มีกะจิตกะใจสู้รบ พากันแตกหนีกระเจิดกระเจิงมีแม่ทัพระดับกระบี่ไร้เทียมทาน...ปานนี้ แต่โชคร้ายของราชวงศ์ซ่ง ที่มีฮ่องเต้โฉดเขลา พระนาม ซ่งเกาจง พระองค์ทรงแค่หวังนั่งบัลลังก์ต่อไปแบบสบายๆ ไม่นำพาความสูญเสียดินแดน ที่อำมาตย์ขี้ฉ้อใช้แลกเปลี่ยนกับศัตรูเล่ากันว่า อำมาตย์ใหญ่ ชื่อฉินฮุ่ย รับสินบนทัพจิน...ให้ฆ่างักฮุย ให้ได้ จึงโกหกพกลม หลอกฮ่องเต้ ให้ส่งป้ายทอง ไปเรียกตัวงักฮุย มาจากสมรภูมิรบแนวหน้า ต่อเนื่องกันถึง 12 ครั้งงักฮุยผู้จงรัก...แม้จะฉงน รบชนะอยู่ดีๆ แต่ทำไมจึงมีคำสั่งให้ถอย แต่ก็ยอมทำตามราชโองการหวนชูเต้าหยิน...เขียนว่า “ในที่สุด งักฮุยก็ถูกฉินฮุ่ย ประหารชีวิตเสียด้วยความผิดข้อหาไม่จำต้องมี”(แต่ประวัติศาสตร์ ที่อาจารย์ถาวร สิกขโกศล เขียนไว้ในแลหลัง แดนมังกร เล่าว่า จริงๆแล้ว ฉินฮุ่ย ไม่กล้า...ต่อกรกับแม่ทัพงักฮุยแต่อ้างราชโองการ เรียกตัวมารับประทานอาหาร งักฮุยตายด้วยการถูกวางยาพิษ)ราษฎรรับทราบข่าวตายของงักฮุย ด้วยความเคียดแค้น ทั่วแผ่นดินร้องไห้อาลัยรักเมื่อไม่มีช่องทางระบายความเคียดแค้นนั้น...มีใครคนหนึ่ง เอาแป้งสาลีมาปั้นเป็นคู่รูปฉินฮุ่ยกับภรรยา แล้วนำลงกระทะทอดน้ำมัน นัยว่า เป็นการแสดงออกถึงความเคียดแค้นแบบสะใจเพื่อนบ้านเห็น...ก็ทำตาม แล้วกระบวนการเอาเจ้าฉินฮุ่ยทอดน้ำมัน ก็แพร่หลาย มือทอดแป้งไป ปากก็ด่าไป ไปทั้งแผ่นดินเรื่องที่หวนชูเต้าหยินเว้นวรรคไว้ไม่ได้เล่า ก็คือ อำมาตย์ใหญ่ชื่อฉินฮุ่ย นั้น อยู่ยั้งยืนยงอยู่กับฮ่องเต้ต่อไป และถูกยกย่องให้ใหญ่ขึ้นๆ ผ่านฮ่องเต้ถึงสองรัชกาลจนถึงฮ่องเต้รัชกาลที่สาม นั่นเอง...จึงทรงยอมรับกระแส “อิ้วจ้าฮุ่ย” หรือ “ฉินฮุ่ยทอดน้ำมัน” สั่งปลดยศศักดิ์เดิมๆแล้วยกย่อง งักฮุย ขุนพลผู้จงรักภักดี...เป็นวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน...คนใหม่หลักฐานที่ยังปรากฏถึงวันนี้ มีสุสานงักฮุยอยู่ที่ข้างสะพานซีเหลิ่ง ริมทะเลสาบซีหู ในเมืองหังโจวมีผู้คนมากมายแวะเวียนกันไหว้ คารวะหลุมศพงักฮุยแล้ว ก็เตะถีบ กระทืบ ทั้งถ่มถุยน้ำลายใส่รูปปั้นฉินฮุ่ยและภรรยา ที่มีคนปั้นให้นั่งคุกเข่าก้มหน้าคารวะศพงักฮุยอยู่ด้วยรูปปั้นฉินฮุ่ยและภรรยาชำรุดเสียหายไปหลายครั้ง ก็ยังมีคนอุตส่าห์ซ่อมแซมมาไว้ เพื่อการนี้ต่อส่วนการปั้นแป้งสาลีทอดน้ำมัน เป็นรูปฉินฮุ่ยและภรรยาระบายแค้นนั้น...ในเมืองจีนวันนี้ ก็ยังมีคนทำกันอยู่ในเมืองไทย คำว่า อิ้วจ้าฮุ่ย คนจีนพูดเพี้ยนเป็น อิ้วจาก้วย ลูกหลานจีน เรียกเพี้ยนกันคุ้นปากในวันนี้ เป็นปาท่องโก๋ กินกันอร่อยคุ้นลิ้นกับกาแฟมื้อเช้า จนเหมือนจะลืมเรื่องความชิงชังคลั่งแค้นฝังใจไปหมดแล้ววันสองวันนี้ ผมก็เริ่มได้ยินเสียงซุบซิบ...จากคนบางกลุ่มการเมือง ที่ถูกอำนาจบีบคั้น...เขาซุบซิบกันว่า กำลังคิดจะปั้นแป้งสาลีทอดน้ำมันกินกันอีก...เพียงแต่ยังสรุปไม่ลงตัว จะเปลี่ยนชื่อจากปาท่องโก๋ เป็นอะไรทางเดินของอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ก็มักเป็นไปตามรูปรอยนี้เอง.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ "ชักธงรบ" เพิ่มเติม