เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันเปิดเทอมของโรงเรียนส่วนใหญ่นี่แหละครับ ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ดนุชา พิชยนันท์ เปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 หรือ 3 เดือนแรกของปีนี้...เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควรทีเดียวเพราะในขณะที่หลายๆฝ่ายตกอยู่ในภาวะกังวลใจกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งมีปัญหาเกิดขึ้นหลายๆอย่าง รวมทั้งล่าสุด คือน้ำมันแพงทำให้เศรษฐกิจไทยเราคงจะสะดุดแน่ๆนั้นที่ไหนได้ 3 เดือนแรกหรือไตรมาสแรก ระหว่างมกราคม-กุมภาพันธ์ ถึงมีนาคม ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทยกลับขยายตัวได้ถึง 2.8 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว (2568) ซึ่งขยายตัว 2.5 เปอร์เซ็นต์ท่านเลขาธิการขยายความว่า ตัวเลข 2.8 เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวนี้ นอกจากจะสูงกว่าไตรมาส 4 ของปีกลายแล้วก็ยังสูงกว่าไตรมาส 3 ของปีกลาย ซึ่งขยายเพียงร้อยละ 2 ด้วยเช่นกัน ทำให้การขยายตัวของไตรมาสแรก 2569 สูงสุดใน 3 ไตรมาสของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมานี้เหตุผลหลักๆก็คือ การลงทุนรวม ที่ขยายตัวสูงถึง 9.9 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี หรือในรอบ 44 ไตรมาส (นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558)ทั้งนี้ แยกออกเป็นการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัว 10.1% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4%สำหรับการส่งออกสินค้าและบริการก็ยังขยายตัวได้ถึง 12.6% โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าขยายตัวได้ถึง 15.5%ในขณะที่การบริโภคและการใช้จ่ายภาครัฐเร่งตัวขึ้น 3.4% เนื่องจากมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ ทั้งในส่วนของรายจ่ายประจำ และรายจ่ายเพื่อสวัสดิการสังคมหลังจากรายงานไฮไลต์ต่างๆของไตรมาส 1 แล้ว ท่านเลขาฯก็สรุปผลการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ว่าจะอยู่ในระหว่าง 1.5-2.5% หรือมีค่ากลางที่ 2.0% แปลง่ายๆว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะโตได้โดยเฉลี่ย 2% เท่าๆกับที่ท่านเคยคาดไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์อย่างไรก็ตาม ท่านยํ้าว่าตัวเลข 2% ดังกล่าวนี้ได้รวมผลจาก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทเข้าไปด้วยแล้ว และจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้นได้ประมาณ 0.4%ในช่วงสรุปท่านเลขาฯ ดนุชาได้กล่าวถึง “ฉากทัศน์” ต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากผลของสงครามตะวันออกกลาง โดยคาดการณ์ไว้ 3 กรณี...เริ่มจากกรณีที่ 1 ซึ่งถือว่าเป็นกรณีฐานหรือ Base Case หากการขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลงในช่วงครึ่งปีแรก GDP ของเราในปี 2569 ก็จะออกมาที่ 2 เปอร์เซ็นต์ (โดยรวมผลงานที่ดีกว่าคาดในไตรมาส 1 เอาไว้แล้ว) ดังกล่าวแต่ถ้าสงครามยืดเยื้อไปจนถึง ช่วงสิ้นปีนี้ หรือกรณีที่ 2 คาดว่า GDP ไทยจะขยายตัวเหลือเพียง 1.0% และกรณีร้ายที่สุดหรือกรณี 3 สงครามยืดเยื้อข้ามปีไปจนถึงครึ่งปีแรกของปี 2570 คาดว่า GDP ปี 2569 จะโตเพียงแค่ 0.8%ผมก็ได้แต่หวังว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อไปถึงสิ้นปีหรือเกินกว่านั้น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยของเราโตได้ร้อยละ 2 ตลอดปี 2569 ดังกล่าว ซึ่งแม้จะเป็นอัตราที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นทุกวันนี้แต่ก็ยังเป็นอัตราที่ต่ำสุดเกือบจะท้ายๆของอาเซียนอยู่ดีครับ ก็คงต้องฝากชะตากรรมของประเทศไว้กับพ่อใหญ่ทรัมป์ ซึ่งก็ยังคงเอาแน่นอนอะไรไม่ได้...“3 วันดี 4 วันคลั่ง” อยู่ตลอด-ล่าสุด บอกว่าจะถล่มใหญ่อิหร่านส่งท้าย หากถล่มแล้วเอาไม่อยู่กลายเป็น บานปลายออกไปอีกก็จะเข้าสู่คำทำนายกรณีที่ 2 และที่ 3 ของสภาพัฒน์แปลว่าโลกทั้งโลกจะอลเวงต่อไปไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เนื่องจากราคาน้ำมันจะกระฉูดสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆอย่าลืมตามลุ้นด้วยนะครับว่า สงครามตะวันออกกลางจะจบลงอย่างไร? และจบในวันนี้พรุ่งนี้จริงอย่างที่ทรัมป์คุยเอาไว้ล่าสุดหรือไม่?ลุ้นไป สวดมนต์ไปขอให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี...ตามสมมติฐานกรณีที่ 1 ของท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ด้วยเทอญ...เพี้ยง."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม