คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่ผิด ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำวิชาสายกฎหมายมหาชน เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยับมุมคิดอธิบายตาม “หลักวิชาการ” แบบตรงไปตรงมา ต่อคำร้องการถือหุ้นบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้นของคุณพิธา ที่ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่รับคำร้องมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) ในการลงสมัครรับเลือกตั้งแต่คำร้องดังกล่าวมีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ มีหลักฐานพอสมควรที่จะสืบสวนไต่สวนต่อไปว่าคุณพิธาเป็นบุคคลมีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เข้าข่ายกระทำฝ่าฝืนมาตรา 42 (3) มาตรา 151 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เตรียมตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยผศ.ดร.พรสันต์ บอกกับ ทีมข่าวการเมือง ก่อนที่ กกต.มีมติดังกล่าวออกมา โดยชี้ให้เห็นว่าสุดท้ายศาล รธน.ที่มีอำนาจและหน้าที่วินิจฉัยมีผลตามกฎหมาย สอดคล้องกับที่ ผศ.ดร.พรสันต์ อธิบายความหรือไม่ อย่างไรผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ได้ไล่เรียงตามบทบัญญัติ รธน. คำวินิจฉัยของศาลรธน. ศาลฎีกา ศาลต่างๆ ที่มีคำวินิจฉัยเข้ามาเกี่ยวข้องกรณีถือหุ้นของคุณพิธาตามหลักการ รธน. ประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่เป็นลักษณะต้องห้ามใน รธน. ซึ่งเชิงวิชาการ ความมุ่งหมาย คือ ความพยายามเข้าไปควบคุม กำกับ ไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีลักษณะการกระทำอะไรบางอย่าง ที่การกระทำนั้นอาจส่งผลกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง“ห้ามถือหุ้นในกิจการของสื่อ” เพื่อไม่ต้องการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สามารถหาประโยชน์กับบริษัทสื่อ และป้องกันไม่ให้บริษัทสื่อ ได้ประโยชน์จากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถือหุ้นสื่อ“ขณะเดียวกันเจตนารมณ์ของ รธน. ต้องการคุ้มครองหรือป้องกันไม่ให้สื่อถูกแทรกแซงโดยนักการเมืองกรณีคุณพิธาดูแค่มุมเดียวไม่ได้!! แต่ต้องดูว่ามีลักษณะเข้าไปทำลายเสรีภาพของสื่อหรือไม่ถ้าเห็นภาพครบถ้วนแบบนี้ ก็ไปสอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีคุณชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ไม่ได้มองเพียงแค่ไปถือหุ้นสื่อแค่นี้แล้วผิด แต่ศาลฎีกาเข้าไปดูถึงขนาดการถือหุ้นนั้น มีลักษณะครอบงำ สั่งการบริษัทสื่อที่เข้าไปถือหุ้น นำไปสู่การเอื้อประโยชน์ให้คุณชาญชัยมากน้อยขนาดไหนย้ำว่าจะไปดูเพียงเข้าถือหุ้นอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีลักษณะเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อด้วย ตราบใดไม่ได้มีลักษณะเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อ ย่อมไม่มีลักษณะของการขัด รธน.”ขอพาไปดูอีกหนึ่งสเต็ปให้เข้าใจหลักการบทบัญญัติของ รธน.แจ่มจรัสมากขึ้น ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. กรณีคุณพิธา มาตรา 98 (3) เขียนสั้นๆ ห้วนๆ “ห้ามไม่ให้ทำการเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการสื่อ”หลายคนตีความเป็นตุเป็นตะ ระบุว่า ถือหุ้น...หนึ่งหุ้น!! ถือว่าผิดแล้ว ไปอ้างคำวินิจฉัยของศาล รธน. สมัยปี 53 บ้าง เราต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันเราใช้ รธน. ปี 60ขอย้อนกลับดูปม “ถือหุ้นในกิจการสื่อ” ปรากฏขึ้นครั้งแรกใน รธน.ปี 50 มาตรา 48 เขียนค่อนข้างชัดเจน แต่เกิดรัฐประหาร ฉีก รธน.ฉบับนี้ทิ้ง กำเนิด รธน.ปี 60 เอามาตรา 48 มาใส่ไว้ โดยแยกร่างเป็น 2 มาตราใส่ไว้มาตรา 98 (3) และมาตรา 184 (4) ที่ระบุว่า “กรณีมีการเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการสื่อนั้น ต้องไม่มีลักษณะในการเข้าไปดำเนินการจัดการ หรือแทรกแซงการทำหน้าที่ของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน”การถือหุ้นสื่อขัด รธน.หรือไม่ ต้องดู 2 มาตราประกอบกัน สอดคล้องหลักวิชาการที่อธิบายมากรณีคุณพิธาถือหุ้นสื่อขัด รธน. ต้องมีลักษณะเข้าไปครอบงำ สั่งการการทำงานของสื่อ ทางกลับกันถ้าถือหุ้นสื่อ แต่ไม่สามารถมีอำนาจในการแทรกแซง สั่งการมันก็ไม่ขัด รธน.ฉะนั้นคุณพิธาถือหุ้นในทางวิชาการไม่ขัด รธน.สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลต่างๆ ที่วางบรรทัดฐานเอาไว้ ศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัย ปี 63 โดยเรื่องที่ขึ้นสู่ศาล รธน. ขอแยกมาเป็นประเด็นให้ว่าท่านพิจารณาอะไรบ้าง เช่น ต้องดูก่อนมีบริษัทสื่อนั้นจริงหรือไม่-ถ้ามีบริษัทสื่อนั้น ยังคงดำเนินกิจการสื่ออยู่หรือไม่-กรณีนี้มีลักษณะเป็นการถือหุ้นขัดต่อ รธน.หรือไม่ไล่เรียงดู บริษัทสื่ออาจมีจริง แต่ไอทีวียังดำเนินกิจการอยู่หรือไม่ ถ้าถามผม คำตอบคือไม่ใช่ เพราะยกเลิกตั้งแต่ ปี 50 คนที่ดำเนินกิจการจริงอยู่ที่ไทยพีบีเอสไอทีวีหยุดดำเนินกิจการไปหมดแล้ว ตอนนี้อยู่ในสถานะยังคงเป็นบริษัทที่ยังล้ม-ยังยกเลิกไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้มีการฟ้องร้องกัน ยังดำเนินคดีกันอยู่แต่มีการถกเถียงถ้ามองกันว่าไอทีวียังคงอยู่ แล้วดำเนินกิจการสื่อหรือไม่ หลายท่านระบุว่าไอทีวียังดำเนินกิจการอยู่ เพราะมีการจดวัตถุประสงค์ความเป็นสื่ออยู่ลักษณะของการเข้าไปดูแค่วัตถุประสงค์นี้ ศาลท่านก็พูดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นศาล รธน. ศาลฎีกา แทบทุกศาลพูดตรงกันศาลในระบบกฎหมายไทยบอกว่า เวลาพิจารณาวินิจฉัยว่าบริษัทนั้นดำเนินกิจการสื่ออยู่หรือไม่ จะเข้าไปดูแค่วัตถุประสงค์ในการจัดไม่ได้ ต้องดูว่าดำเนินกิจการสื่อจริง โดยอาจไปดูรายได้ต่างๆตรงนี้เป็นสิ่งที่ศาล รธน. วางบรรทัดฐานไว้ มีคำวินิจฉัยกรณีอดีต ส.ส.ท่านหนึ่งที่ถือหุ้นในกิจการสื่อ โดยท่านบอกว่าการถือหุ้นในกิจการสื่ออย่างเดียว ไม่ได้บอกว่าจะขัดกับ รธน. ต้องเข้าไปดูว่าบริษัทที่ทำสื่อเขาทำสื่อจริงๆ ส่วนหนึ่งของรายได้มาจากการทำสื่อหรือไม่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า รายได้ที่เข้ามาไม่ได้มาจากการประกอบกิจการสื่อ ฉะนั้นการถือหุ้นตรงนี้ไม่ถือเป็นการถือหุ้นในบริษัทที่มีการประกอบกิจการสื่อจริงเทียบเคียงกรณีไอทีวี ชัดเจนไม่ได้ประกอบกิจการสื่อขอย้ำสอดคล้องกับหลักการ รธน. คำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีคุณชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ก็ชัดเจนว่า การถือหุ้นของคุณพิธาไม่มากพอที่จะเข้าไปครอบงำสั่งการฉะนั้นกรณีคุณพิธา มองไม่เห็นว่าขัดต่อ รธน. ทำให้พ้นจากสถานะความเป็น ส.ส.ล่าสุดมีหลายคนถาม กรณีคุณพิธาเพิ่งจัดการโอนสินทรัพย์มรดกหุ้นไอทีวี เข้าใจในฐานะที่คุณพิธาพยายามรอบคอบให้ได้มากที่สุด ป้องกันปัญหาในอนาคต เกรงวันดีคืนดีไอทีวีฟื้นคืนชีพขึ้นมา มีรายได้เข้ามาในทางวิชาการต่อให้คุณพิธา ไม่จัดการโอนหุ้นก็ไม่ผิดอยู่ดี และถ้าสมมติไอทีวีฟื้นคืนชีพ มีรายได้เข้ามา แล้วไปบอกว่าคุณพิธาผิด นั่นหมายความว่า กำลังตีความย้อนหลังที่เป็นโทษกับเขาด้วยตามหลักกฎหมายจะดูว่าคุณพิธามีคุณสมบัติหรือไม่ ต้องดูตั้งแต่วันสมัคร วันสมัครต่อให้คุณพิธาถือหุ้นอยู่มันก็ไม่ผิดตามที่ระบุไว้ข้างต้น ทีมข่าวการเมือง ถามว่าหลักกฏหมายเอกชนที่คุณพิธา เป็นผู้จัดการมรดก ปะทะหลักกฎหมายมหาชน คุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. หลักการตีความกฎหมายมหาชนให้ยึดหลักผลประโยชน์สาธารณะ และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปัจเจก บุคคล แต่ปมคุณสมบัติมีการพูดไปไกลมากผศ.ดร.พรสันต์ บอกว่า ต่อให้คุณพิธาถือหุ้นก็ไม่ผิดตามหลักกฎหมายมหาชน และที่ผ่านมามีการเชื่อมโยงถึงข้อบังคับพรรคก้าวไกล กรณีถือหุ้นของคุณพิธา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าหลุดจากสมาชิกภาพ ส.ส.สิ่งที่คุณพิธารับรองสมาชิกพรรคลงสมัคร ส.ส. ย่อมตกเป็นโมฆะ เลือกตั้งกันใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าไม่เข้าใจหลักกฎหมายมหาชน ที่ไม่ได้โฟกัสเฉพาะตัวรายบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับคนส่วนรวม ประโยชน์สาธารณะด้วยฉะนั้นสมมติคุณพิธาหลุดจากตำแหน่ง แต่ในทาง รธน.ตามหลักกฎหมายมหาชน เป็นไปไม่ได้ที่หลุดจากตำแหน่ง และมีผลย้อนหลังส่งผลโดมิโนเลือกตั้งกันใหม่ถ้าตีความแบบนั้นแสดงว่าไม่คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์อื่นที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ เช่น กรณียื่นคำร้องต่อศาล รธน.ให้วินิจฉัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปีหรือไม่สมมติวินิจฉัยว่านายกฯ ต้องพ้นตำแหน่งการนี้ย่อมไม่กระทบกับการกระทำใดๆ ก่อนหน้านี้ทั้งปวงฉะนั้นกรณีนี้ไปโฟกัสที่คุณพิธาอย่างเดียวไม่ได้ถ้าทำแบบนั้นเกิดความโกลาหลทั้งประเทศ.ทีมการเมือง