สภาผู้แทนฯยุคสีนํ้าเงินครองเสียงข้างมาก มีมติเสียงข้างมาก 266 ต่อ 174 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ควํ่า 5 ญัตติฝ่ายค้านที่เสนอให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์” หลังจากที่ได้อภิปรายถึงผลดีผลเสียของโครงการ การอภิปรายในสภาฯ ท่านผู้อ่านคงได้ฟังหรืออ่านจากสื่อกันแล้ว วันนี้ผมจะนำบทวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่เคยโพสต์เรื่องนี้ไว้ระยะหนึ่งแล้วมาวิเคราะห์กันต่อโครงการแลนด์บริดจ์ คือ โครงการมหาวิบัติ ของชาติไทยจริงๆรศ.ดร.ปิติ ระบุในบทวิเคราะห์ถึงแนวคิดการขุด “คลองไทย” (Thai Canal) หรือ “คลองคอดกระ” ตัดผ่านแหลมมาลายูเชื่อม มหาสมุทรอินเดีย (ทะเลอันดามัน) เข้ากับ มหาสมุทรแปซิฟิก (อ่าวไทย) ซึ่งเป็นความฝันที่ถกเถียงกันในสังคมไทยมานานกว่าสามศตวรรษ (300 ปี) ตั้งแต่สมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช วาทกรรมที่หล่อเลี้ยงความฝันนี้คือ เชื่อว่าคลองคอดกระจะเป็น “ทางลัด” ที่จะ เปลี่ยนประเทศไทย ให้เป็น ศูนย์กลางการเดินเรือของโลก ทำลายการผูกขาดของช่องแคบมะละกา จะนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศไทย ซึ่งความฝันในอดีตตั้งอยู่บนฐานความคิดในยุคที่ยังใช้ เรือสำเภา หรือ เรือกลไฟขนาดเล็ก ในการขนส่งสินค้าอาจารย์ปิติ ท่านเน้นวิเคราะห์เรื่องขุดคลอง แต่รัฐบาลได้เปลี่ยนเป็น โครงการ “แลนด์บริดจ์” แล้ว สร้างถนนและทางรถไฟเชื่อมสองฝั่งทะเลแทน สร้างท่าเรือนํ้าลึกในฝั่งทะเลอันดามัน และ สร้างท่าเรือนํ้าลึกในฝั่งอ่าวไทย ซึ่งผมเคยวิเคราะห์ไปแล้ว ไม่คุ้มค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เพราะเรือสินค้าปัจจุบันมีขนาดใหญ่บรรทุกได้กว่า 20,000 ตู้ขึ้นไป ถ้าต้องยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลงถึง 4 ครั้ง ลงเรือขึ้นรถจากฝั่งอันดามันไปลงเรืออ่าวไทยจะเพิ่มต้นทุนและเสียเวลามากกว่าช่องแคบมะละกา บริษัทเรือที่ไหนจะมาใช้บริการประเด็นที่ อาจารย์ปิติ วิเคราะห์ไว้ ผมขอนำมาวิเคราะห์ต่อก็คือ การสร้างท่าเรือน้ำลึกในฝั่งอ่าวไทย ฝั่งทะเลอันดามันเป็นทะเลน้ำลึกอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องการสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ความจุ 20,000–24,000 TEU แต่ฝั่งอ่าวไทยเป็นทะเลน้ำตื้นลึกแค่ 45 เมตร จึงมีปัญหาใหญ่มาก หากสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ความจุ 20,000–24,000 TEU เท่ากับฝั่งทะเลอันดามัน เพราะต้องใช้ร่องน้ำทางเดินเรือลึกอย่างน้อย 20–25 เมตร การรักษาร่องน้ำลึกนี้อาจจะต้องขุดลอกพื้นทะเลจากท่าเรือออกไปไกลมาก เพื่อป้องกันไม่ให้กระแสน้ำและคลื่นพัดพาทรายกลับมาถมร่องน้ำที่ขุดไว้ และจะต้องสร้าง “เขื่อนกันคลื่น” เป็นกำแพงคอนกรีตขนาบร่องน้ำที่ยื่นออกไปในทะเลอ่าวไทยอีกด้วยลองนึกดูนะครับ การขุดลอกทะเลอ่าวไทยที่อาจใช้เวลา 5–10 ปี เพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ มันจะทำลายสิ่งแวดล้อมในทะเลอ่าวไทยมหาศาลขนาดไหน ทั้งแหล่งท่องเที่ยว ปะการัง รวมทั้งปลาจำนวนมหาศาลที่เป็นแหล่งประมงของไทยอย่างถาวรนอกจากนี้ โครงการ “แลนด์บริดจ์” ยังมีความเสี่ยงสูงในด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก อย่างที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย สิ่งที่น่ากลัวคือ ปัญหาความมั่นคง เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ มีหลายคนพูดถึง คลองสุเอซ คลองปานามา ช่องแคบฮอร์มุซ ที่กลายเป็นสมรภูมิรบ หากให้โครงการแลนด์บริดจ์ทดแทนแนวคิดขุดคลอง สถานการณ์โลกปัจจุบันล่อแหลมกว่ามาก มหาอำนาจสหรัฐฯกับจีน มีความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ หากโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า เชื่อได้ว่า 2 มหาอำนาจต้องมายึดพื้นที่แลนด์บริดจ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คุณอภิสิทธิ์ ระบุว่า “อาจเข้ายึดตั้งแต่ทำโครงการโดยการร่วมทุน PPP” (ที่นักการเมืองไทยยุคนี้ถนัดอยู่แล้ว) คือ ยึดตั้งแต่เริ่มโครงการเลย แบบเนียนๆก๊อ รวยกันจนไม่ไหวแล้ว ขอให้เพลาๆกันบ้างเถิด รักชาติบ้านเมืองกันบ้างเถิด รวยมากไปวันดีคืนดีอาจถูกทรัมป์สั่งยึดความรวยข้ามชาติก็ได้ พี่ทรัมป์ทำมาแล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม