วันนี้เป็นวันหยุดชดเชย “วันวิสาขบูชา”...ยังอยู่ในช่วงรำลึกถึง “วันประสูติ–ตรัสรู้–ปรินิพพาน” ขององค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า...ผมขออนุญาตเขียนถึงเรื่องบุญเรื่องกุศลต่อจากคอลัมน์ซอกแซกเมื่อวานอีกสักวันนะครับ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศวันหยุดชดเชยที่สำคัญที่สุดของพวกเราพุทธศาสนิกชนท่านผู้อ่านที่ได้อ่านคงจำได้ ผมเขียนถึง “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ” ณ ถนนเจริญราษฎร์ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งต่อมาทางศาลเจ้าได้เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะดังรายละเอียดที่ผมสรุปไว้แล้วในคอลัมน์ดังกล่าวในส่วนของประวัติศาสตร์หลวงปู่นั้น ผมเขียนจากความทรงจำที่เคยสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้าของหลวงปู่ไต้ฮงกง ณ ถนนพลับพลาไชย และนำมาลงคอลัมน์ซอกแซกเมื่อหลายๆปีก่อนโน้น จึงขาดความชัดเจนในประเด็นที่ว่าพี่น้องชาวจีนได้อัญเชิญรูปปั้นจำลองหลวงปู่องค์แรกๆมาสู่ประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใดเขียนต้นฉบับส่งโรงพิมพ์เสร็จสรรพเข้าไปค้นประวัติของท่านต่อพอดีไปเจอเรื่องราวของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่บันทึกไว้ใน วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีทำให้ทราบถึงห้วงเวลาที่แน่นอนว่ามีคณะพ่อค้าจีนรวม 12 คน ได้จัดตั้ง “คณะเก็บศพไต้ฮงกง” ตามรอยหลวงปู่ขึ้นในกรุงเทพฯเมื่อปี พ.ศ.2452อันเป็นปีก่อนในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต เมื่อ 23 ตุลาคม 2453 ประมาณ 1 ปี...ดังนั้นที่ผมรายงานว่าอันเชิญท่านเข้ามาในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 จึงถูกต้องแล้วในเอกสารที่บันทึกไว้ยังระบุด้วยว่าวัตถุประสงค์ของ “คณะเก็บศพไต้ฮงกง” ก็เพื่อการเก็บศพไร้ญาติทุกชาติทุกภาษาไปฝังที่ป่าช้าวัดดอน ถนนเจริญกรุง ที่ชาวจีนได้เรี่ยไรเงินซื้อไว้นานแล้วจนถึง พ.ศ.2480 หรือ 28 ปีต่อมา นักธุรกิจจีนและสมาคมจีนจำนวนหนึ่งได้ร่วมกัน “ปฏิรูป” การดำเนินงานของ “คณะเก็บศพไต้ฮงกง” ขึ้นใหม่ ขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิ “ฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง” เป็นมูลนิธิอันดับที่ 11 ของประเทศสยามคณะกรรมการบริหารมูลนิธิชุดแรกมี นายเหีย กวงเอี่ยม (เอี่ยม เอี่ยมสุรีย์) เป็นประธาน และมีนาย แต้ โหงวเล้า (อุเทน เตชะไพบูลย์ อายุเพียง 25 ปีขณะนั้น) เป็นรองประธานขยายขอบข่ายงานของมูลนิธิจากเก็บศพไร้ญาติออกไปสู่การบำเพ็ญทานทั่วไปและการรักษาพยาบาลผู้อนาถายากไร้ไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนามีการก่อตั้ง สถานผดุงครรภ์ ให้บริการแก่ผู้ยากไร้ที่ตั้งครรภ์ ณ ตึกแถว ใกล้ศาลหลวงปู่ไต้ฮงกง พลับพลาไชย เริ่มจาก 8 เตียง ขยายเป็น 25 เตียง และต่อมาก็พัฒนา สถานผดุงครรภ์หัวเฉียว ขึ้นเป็น โรงพยาบาลหัวเฉียว รับใช้พี่น้องประชาชนในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมภารกิจอื่นๆ เช่น การบรรเทาทุกข์ นำอาหารและนํ้าดื่มออกแจกพี่น้องประชาชนที่ขาดแคลนเมื่อสงครามโลกยุติลงมาจนถึงปัจจุบันงานของมูลนิธิยังคงเดินหน้าต่อ โรงพยาบาลหัวเฉียว ขยายขนาดขึ้นเป็นโรงพยาบาล 750 เตียง ในส่วนของการให้การศึกษา ซึ่งแต่เดิมเป็นสอนวิชาผดุงครรภ์ก็พัฒนามาเรื่อยๆจนมีการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ขึ้นในปัจจุบัน เปิดสอนรวม 13 คณะวิชาจะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่มีการจัดตั้ง “คณะเก็บศพ” ตามรอยหลวงปู่ไต้ฮงกงในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงบัดนี้ 117 ปีเต็มๆ คณะเก็บศพ ได้กลายเป็นมูลนิธิ ป่อเต็กตึ๊ง ทำหน้าที่เพิ่มเติม เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าอย่างเหลือเชื่อ ผมขอสรุปง่ายๆตามสไตล์ผมว่าเป็นเพราะ “บารมี” ของ หลวงปู่ไต้ฮงกง อดีตข้าราชการในราชวงศ์ซ่งที่ลาออกมาบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนาของประเทศจีนโดยแท้รวมถึงศาลเจ้า “ไต้ฮงกง หยกขาว เฉลิมพระเกียรติ” อันสวยงามตระการตาที่เพิ่งสร้างเสร็จและเปิดให้เข้าชม ณ ถนนเจริญราษฎร์ ในขณะนี้...ก็เป็นเพราะบารมีของหลวงปู่เช่นกันขอกราบอนุโมทนาสาธุในบารมีของท่านไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง และขอชื่นชมท่านประธานและกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งทุกรุ่นที่ต่อสู้ ผลักดัน และพัฒนาจนมีวันนี้."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม