ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ขยับมุมมองถึง “ระบอบสีน้ำเงินกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” หลังนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ผู้นำฝ่ายค้าน เปิดปมร้อน จนกลายเป็นวิวาทะร้อนแรงระหว่าง 86 สว.กับค่ายส้มเกิดขึ้นในจังหวะก่อนที่พรรค ปชน.ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) เพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ เข้าสู่รัฐสภา 2 ฉบับ ที่มีเนื้อหาเหมือนกันทุกประการ ยกเว้นกระบวนการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 150 คน ภายใต้ตอบโจทย์ 3 หลักการ1.สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 2.ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และ 3.ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว.ชี้ขาดเนื้อหา รธน.ฉบับใหม่เมื่อยื่นเรียบร้อย แต่จะผ่านด่านจนเปิดการมี ส.ส.ร.ได้ ต้องถามใจของ สว.ด้วย เพราะเกือบทุกครั้งในการแก้ไข รธน.ติดด่าน สว.ที่ รธน.กำหนดให้วาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ และวาระสามขั้นสุดท้ายต้องมี สว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือ 67 คน จาก 200 คนพร้อมขยายให้เห็นภาพถึงการฮั้ว โดยตั้งข้อสังเกตถึงพฤติการณ์ที่ทำให้รัฐบาล-องค์กรอิสระสามารถฮั้วกันได้ โดยใช้สมาชิกวุฒิสภาเป็นเครื่องมือ หากกลุ่มการเมืองหนึ่งกุมสภาพเสียงข้างมากใน สว.ได้ย่อมมีอิทธิพลต่อการกำหนดว่า ใครจะไปนั่งเป็นกรรมการองค์กรอิสระได้ เห็นชัดตามกระแสข่าวเป็นรูปธรรม 2 อย่าง คือ...อันตรายของระบอบสีน้ำเงินพรรค ปชน.ตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) กรณียกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ล่าสุดเพิ่งค้นพบในที่ประชุมวิปฝ่ายค้าน ไม่มีการตรวจสอบเชิงลึกบัญชีทรัพย์สิน และไม่เปิดไต่สวนคดีอาญา ตรวจสอบไม่สุดซอยถึงยกคำร้องทั้ง 2 ปมถึงย้ำมาตลอดถ้าเห็นด้วยกับ ป.ป.ช.ตามกลไกรัฐสภาเข้าชื่อ 140 คนยื่นต่อประธานรัฐสภา ส่งเรื่องให้ศาลตั้งคณะไต่สวนอิสระ บนข้อกังวลประธานรัฐสภาจะส่งไปยังศาลหรือไม่ สมมติปัดตกไม่มีเหตุผล ฝ่ายค้านจะตรวจสอบประธานรัฐสภา ต้องไปที่ ป.ป.ช. เมื่อไหร่ที่รัฐบาล-ประธานรัฐสภาฮั้วกับ ป.ป.ช.แสดงให้เห็นถึงผลัดกันเกาหลังอีกกรณีคดีฮั้วเลือก สว.อยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สมมติ กกต.เป่าคดี พรรค ปชน.ไม่เห็นด้วยก็ไม่มีช่องทางถอดถอน กกต.ได้เหมือนใน รธน.40 ฉะนั้นต้องเปิดช่องให้รัฐสภาถอดถอน กกต.ได้ โดยแก้ รธน. แต่ต้องหวังพึ่ง สว.เห็นชอบ ถ้าเสียง สว.ไม่ถึง 1 ใน 3 ก็แก้ รธน.ไม่ได้เป็นปัญหาของระบอบน้ำเงิน“รธน.60 ได้เปิดช่องโหว่ที่ทำให้สีใดสีหนึ่ง หรือกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง สามารถฉวยโอกาสจากตรงนี้สร้างระบบการเมืองที่เกิดการฮั้วทั้งกระดานได้ ทำให้กลไกตรวจสอบใช้อำนาจรัฐอ่อนแอลง เป็นหน้าที่ของพรรค ปชน.ต้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาขอตั้งข้อสังเกตการตรวจสอบตรงนี้กระทบต่อ สส.สีน้ำเงิน กระทบต่อ สว.สีน้ำเงินหรือไม่ หวังว่าสมาชิกรัฐสภาคงยึดหลักการ เหตุผลก่อนลงมติ ไม่ใช่ดูจากคนที่วิจารณ์ที่เสนอร่างกฎหมายเข้า”ดูตามสถานการณ์ร่างแก้ไข รธน.ฉบับพรรค ปชน.ไม่ผ่านแน่ นายพริษฐ์ บอกว่า หลายคนวิเคราะห์ร่างของ ปชน.อาจไม่ผ่านวาระหนึ่ง แต่ปลายปี 68 พรรค ปชน.เสนอร่างเข้าสู่วาระหนึ่ง แม้มีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างจากร่างในวันนี้ แต่หลักการเหมือนกัน ในวันนั้น สว.โหวตรับหลักการฉะนั้นถ้ามี สว.คนที่เคยโหวตเห็นชอบครั้งที่แล้ว แต่รอบนี้ไม่โหวตเห็นชอบ คงต้องตอบคำถามสังคมชัดๆว่า ใช้หลักเกณฑ์ อะไรตัดสิน หรือมีเหตุผลอะไรถึงเปลี่ยนใจกับร่างที่มีหลักการคงเดิมส่วนสภาฯก็ไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ แต่อยู่ในสภาพที่แวดล้อมไปด้วยประชาชน เชื่อว่าสิ่งที่พรรค ปชน.เสนอ ประชาชนขานรับ มันย่อมเป็นแรงส่งที่ทำให้สมาชิกรัฐสภาปฏิเสธยากขึ้น เหมือนการผลักดันร่างกฎหมายหลายฉบับก็ผ่านสภาฯไปได้ เพราะประชาชนสนับสนุน บางครั้งเป็นแรงกดดันทำให้เสียงข้างมากคล้อยตามปชน.จึงเชื่อมั่นจะผลักดันร่างแก้ไข รธน.สำเร็จประชาชน 21.66 ล้านเสียงผ่านประชามติผ่านร่าง รธน.ฉบับใหม่ เป็นพลังกดดันสมาชิกรัฐสภาให้ผ่านร่างแก้ไข รธน. นำไปสู่การมี ส.ส.ร.ร่าง รธน.ฉบับใหม่อย่างไร นายพริษฐ์ บอกว่า ขอย้อนกลับไปก่อนออกเสียงประชามติทุกครั้งที่มีวาระแก้ไข รธน.พิจารณาในรัฐสภา จะมีคนกลุ่มหนึ่งพูดเสมอว่า “เชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยกับ รธน. 60 เพราะประชามติปี 56 ได้เสียงเห็นชอบ 16 ล้านเสียง” พอผลลัพธ์ประชามติครั้งนี้ออกมา ข้อทักท้วงเหล่านี้หายไปโดยปริยาย ทำให้เห็นแรงส่งสำคัญว่าสังคมต้องการจัดทำ รธน.ใหม่ เพราะไม่พอใจ รธน.60ประเด็นที่ผมเสนอไปเหมือนมีปฏิกิริยากลับจากรัฐบาล สมมติพรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นในร่างแก้ไข รธน.ของตัวเองจริง เกิดใช้เสียงข้างมากในสภาและวุฒิสภาปัดตกร่างอื่นหมด ผลักดันให้ร่างพรรคภูมิใจไทยผ่านรัฐสภาไปได้ โดยมีเนื้อหาเดิมในร่างทุกประการ“พอถึงขั้นทำประชามติ ถ้าประชาชนเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยโหวตคว่ำ รัฐบาลพร้อมแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไรตามประวัติศาสตร์ในประเทศอื่น เมื่อไหร่ที่จัดทำประชามติ รัฐบาลประกาศจุดยืนชัดอยู่ด้านไหนของประชามติ ถ้าประชาชนโหวต ไม่เห็นด้วย ส่วนใหญ่นายกฯแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างนายเดวิด คาเมรอน นายกฯอังกฤษ ประกาศชัดให้อยู่ต่อในสหภาพยุโรป ผลประชามติโหวตอีกทางหนึ่ง รุ่งเช้าประกาศลาออกจากนายกฯ”มั่นใจระบอบสีน้ำเงินไม่กินรวบประเทศไทย หากร่างแก้ไข รธน.ของพรรคภูมิใจไทยผ่านด่านรัฐสภา นายพริษฐ์ บอกว่า ขอให้มองไปทีละขั้นตอน ขั้นตอนแรกน่าจะมีร่างแก้ไข รธน.อย่างน้อย 5 ฉบับ ขอดูก่อนว่ารัฐสภารับทุกร่างหรือไม่ หรือปิดประตูต่อบางร่างตั้งแต่วันแรกหวังว่าในเมื่อทุกร่างมีหลักการในภาพใหญ่ตรงกันก่อนเดินหน้าสู่การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ แต่สาระสำคัญในรายละเอียดอาจแตกต่างกันบ้าง หวังว่ารัฐสภารับหลักการทุกร่าง เพื่อนำไปถกในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ (กมธ.) ฉะนั้นรอบนี้ขอวัดกันในวาระที่หนึ่งก่อนว่ามีกี่ร่างที่ผ่านด่านนี้ไปได้ขั้นตอนที่สองใน กมธ.หวังว่าจะไม่หาข้อสรุปต่อทุกประเด็นที่เห็นต่างโดยใช้เสียงข้างมาก เอาตามร่างของพรรคภูมิใจไทยทุกประการ มันจะกลายเป็นร่างที่ออกมาจนมีข้อกังวลหลายประการสมมติวุฒิสภาไม่ผ่านร่างแก้ไข รธน. เพื่อเปิดประตูร่าง รธน. ฉบับใหม่ สวนทางเสียงประชามติที่ต้องการให้มี รธน.ฉบับใหม่ สถานการณ์การเมืองมีโอกาสเกิดอะไรขึ้นบ้าง นายพริษฐ์ บอกว่า ขอมองถึงความต้องการของระบอบสีน้ำเงินก่อน เป็นกลุ่มการเมืองที่ฉวยโอกาสจาก รธน. เพื่อพยายามสร้างระบบการเมืองที่ฮั้วทั้งกระดานฉะนั้นความสำเร็จของระบอบน้ำเงินออกได้ 2 ทาง คือ การเดินหน้าจัดทำ รธน.ฉบับใหม่สะดุด และอยู่กับ รธน.60 ต่อ ซึ่งระบอบสีน้ำเงินไม่เดือดร้อน เพราะ รธน.60 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน เป็นระบบการเมืองที่สามารถฮั้วกันได้ทั้งกระดานอีกทางหนึ่งหากยอมให้จัดทำ รธน.ฉบับใหม่เดินหน้าได้ภายใต้เงื่อนไขที่ “กำกับ-ผูกขาด” คัดเลือก ส.ส.ร. และกำหนดเนื้อหาใน รธน.ฉบับใหม่เท่านั้นรธน.ฉบับใหม่ยังคงผูกขาดโดยระบอบสีน้ำเงินสังคมไทยจึงกังวลใจต่อระบอบสีน้ำเงิน สามารถประสบผลสำเร็จได้ทั้ง 2 ทาง แต่มุมความสำเร็จของประเทศต้องหลุดพ้นจาก รธน.60 ที่ปราบโกงไม่ได้ ทำให้กลไกตรวจสอบอ่อนแอเป้าหมายของระบอบสีน้ำเงินสวนทางเป้าหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม