ขยายความการเสวนาระเบียบใหม่โลกสู่การลงทุนยุคใหม่ตามความเห็นของ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ ชี้ว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และไม่สามารถกลับไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์แบบเดิมได้อีกแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า คนจะไม่สนใจเรื่องของมาตรการจูงใจในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษีหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ แต่ขึ้นอยู่กับ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน นโยบายจีนเดียวระหว่างจีนกับไต้หวัน ที่มีแนวโน้มไต้หวันจะกลับมาร่วมกับจีนอีกครั้ง เรื่องความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง โดยในเอเชียตะวันออกมีกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำแบ่งเป็นญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สำหรับไทยเติบโตจากการลงทุนของญี่ปุ่น เวียดนาม เติบโตจากการผูกติดกับเกาหลีใต้ ปัจจุบันปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดจากสงครามประเทศมหาอำนาจ ถูกซ้ำเติมด้วยเทคโนโลยี AI ที่ไม่ใช่เฉพาะการลดต้นทุนการผลิต แต่ถูกใช้เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตในการแข่งขันและสงคราม ต้นเหตุเกิดการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แม้ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงเกือบ 1ล้านล้านบาท แต่พิจารณาในรายละเอียดพบว่าการลงทุนมีการกระจุกตัวคำถามต่อมาก็คือ ไทยได้ประโยชน์อะไรจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศบ้าง เป็นเพียง ทางผ่าน หรือเป็น นายหน้าเซลส์แมน เป็นแหล่งสวมสิทธิ์ที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าและการแข่งขันด้วยตัวเอง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแม้จะมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามามากขนาดไหน เราก็ยังเป็นแค่ประเทศทางผ่านเท่านั้น เม็ดเงินลงทุนพร้อมจะย้ายฐานได้ตลอดเวลาตามสิ่งแวดล้อมของภูมิรัฐศาสตร์ แปลว่าเศรษฐกิจไทยพกเอาความเสี่ยงติดตัวไว้ตลอดเวลาไม่นานมานี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ อ้างว่า นโยบายต่างประเทศของไทย เป็นกลาง ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่เข้าข้างจีนหรือสหรัฐฯ หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง ในขณะที่เราให้ฟรีวีซ่ากับจีน เราไม่ได้ฟรีวีซ่ากับสหรัฐฯ เราให้สิทธิพิเศษรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนทั้งเงินอุดหนุนจากนโยบายให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์อีวีแทนรถสันดาป ค่ายรถยนต์จีนได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ยิ่งผู้นำไทยโชว์ขับรถยนต์ไฟฟ้าอีวีจีนด้วยเหมือนเป็นพรีเซนเตอร์ไปโดยปริยายค่ายญี่ปุ่นอเมริกาที่ถูกแย่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนขายรถได้น้อยลงก็ต้องย้ายฐานการลงทุนไปตามภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีกว่ากรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ออกมาโฆษณาว่า การค้าชายแดน มีมูลค่าในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาสูงถึง 211,146ล้านขยายตัว 27.5% เป็นการส่งออกมูลค่า 121,521 ล้าน และการนำเข้า 89,625 ล้าน แต่เมื่อรวมๆทั้งหมดแล้วก็ยังติดลบ สินค้าส่งออกชายแดนที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 5,498 ล้าน น้ำมันสำเร็จรูปอื่นอีก1,833 ล้าน เครื่องคอมพิวเตอร์ 1,821 ล้าน การส่งออกสินค้าไปประเทศที่สาม มีมูลค่ารวม 137,106 ล้าน โดยเฉพาะกับจีนมีมูลค่า 80,948ล้าน สินค้าสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 30,980 ล้าน ในความเป็นจริงคือเราขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นเป็นที่น่าสังเกตว่า สินค้าสำคัญที่ส่งอออกไปประเทศเพื่อนบ้านคือน้ำมันดีเซล คอมพิวเตอร์ ไทยได้เป็นประเทศผู้ผลิตเอง เรานำเข้าน้ำมันมากกว่าการส่งออก เราไม่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี AIเราส่งออกทุเรียนไปจีนมีมูลค่าเป็นหมื่นล้านก็จริง แต่เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์โดยตรง เพราะประเทศไทยเป็นได้แค่นอมินี เป็นประเทศทางผ่าน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม