“แม่น้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิต” กำลังกลายเป็นสายน้ำพิษ? ใกล้ถึงวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน เสียงสะท้อนจากชาวบ้านริมแม่น้ำในภาคเหนือกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหลายชุมชนเริ่มตั้งคำถามว่า...“เรายังกินปลาในแม่น้ำได้หรือไม่?” “น้ำที่ใช้ทุกวัน ปลอดภัยจริงหรือ?”“ลูกหลานจะอยู่กับแม่น้ำสายนี้ต่อไปอย่างไร?”มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงานสิ่งแวดล้อมโลกและเป็นประธานในการประชุมหารือร่วมกับเครือข่ายประชาชน ปกป้อง แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน ที่จังหวัดเชียงรายจากหนังสือเปิดผนึกของเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ที่ยื่นถึงรัฐบาล ระบุว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2567 พบความผิดปกติของแม่น้ำหลายสาย โดยน้ำมีลักษณะขุ่นข้นผิดธรรมชาติ และหน่วยงานรัฐตรวจพบสารพิษปนเปื้อนทั้งในน้ำและดิน เช่น “สารหนู ตะกั่ว ปรอท แมงกานีส” ซึ่งล้วนเป็นสารอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์และระบบนิเวศสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่เรื่องน้ำเสีย แต่คือ “ผลกระทบที่กำลังลามทั้งห่วงโซ่ชีวิต” ปลาในแม่น้ำเริ่มถูกตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย พืชผักริมตลิ่งอาจปนเปื้อน เกษตรกรเริ่มกังวลเรื่องดิน ชาวบ้านหวั่นผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว รวมถึงภาคท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบตามมาหลายฝ่ายเชื่อว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่เป็น “วิกฤติสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน” ที่เกี่ยวพันกับการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจขาดมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอเครือข่ายภาคประชาชนจึงเตรียมจัดกิจกรรมใหญ่ในวันสิ่งแวดล้อมโลก ที่จังหวัดเชียงราย พร้อมเดินธรรมยาตราตลอดหลายวัน เพื่อสื่อสารให้สังคมเห็นว่า “แม่น้ำไม่ใช่เพียงทางน้ำ แต่คือชีวิตของผู้คน” ภายในงานจะมีทั้งการรวมตัวของประชาชน การแสดงศิลปวัฒนธรรม การรณรงค์ปกป้อง 5 สายน้ำสำคัญและ...เวทีหารือกับภาครัฐเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนวันนี้...ปัญหาสิ่งแวดล้อมอาจไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไปเพราะหากแม่น้ำที่เคยหล่อเลี้ยงผู้คนกลายเป็นแม่น้ำที่เต็มไปด้วยสารพิษ สิ่งที่สูญเสียอาจไม่ใช่แค่ธรรมชาติแต่อาจหมายถึง “อนาคตของคนทั้งลุ่มน้ำ”วันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้จึงอาจไม่ใช่แค่วันปลูกต้นไม้ หรือรณรงค์ลดขยะ แต่คือวันที่สังคมไทยต้องหันกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่า...“เราจะปกป้องแม่น้ำสายสุดท้ายของเราได้ทันหรือไม่?” ทำไมต้องธรรมยาตราแม่น้ำข้ามแดน? เตือนใจ ดีเทศน์ หรือ “ครูแดง” อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรรมการผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษามูลนิธิ บอกว่า ในมุมมองของพระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่“31 พฤษภาคมเป็นวันวิสาขบูชา ธรรมยาตราเพื่อบูชาวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เป็นการบูชาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งธรรมะของพระพุทธเจ้า ส่วนหนึ่งหมายถึงธรรมชาติที่ให้แก่ทุกชีวิต ให้การจาริกนี้เป็นการเดินไปเพื่อให้ธรรมชาติดำรงอยู่ได้ด้วยดี”การเลือกเดินเลาะแม่น้ำกก จากท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มาถึงเชียงราย เพราะอยากให้คนหันมาหวนดูธรรมชาติที่กำลังเกิดปัญหา เพื่อเรียนรู้ทุกข์สุขของชาวบ้านตลอดแนวแม่น้ำกกตลอดปีที่ผ่านมาที่รับรู้ได้ว่าปัญหาทั้งเกิดเฉพาะหน้า คือเกิดปัญหากับชาวบ้านไม่ได้รับการแก้ไข แม่น้ำเราไม่สามารถแตะแม่น้ำได้อีกแล้ว ไม่ว่าตรงไหนเราใช้แม่น้ำไม่ได้เลย และปัญหาในอนาคตระยะยาว ยิ่งยาวนานขึ้นการสะสมของสารเคมีในระบบนิเวศ ในร่างกายของคน“เราอยากประชาสัมพันธ์ให้คนภายนอกเข้าใจว่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นนี้อาจดูเล็กน้อยสำหรับคนที่อยู่ไกล แต่หากมาร่วมเดินด้วยกันที่นี่จะทราบเองว่ามันเป็นปัญหาเล็กน้อยหรือไม่” อยากให้มารับรู้ปัญหา ให้ได้เข้าใจ เพราะคนอยู่ไกลอาจจะยังไม่รู้ ทั้งพืชพรรณอาหาร ข้าว ที่ผลิตจากที่นี่ก็ส่งไปถึงประชาชนที่อื่นๆที่อาจจะได้รับผลกระทบต่อไปเช่นเดียวกัน“ครูแดง” ย้ำว่า เดินธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สารละวิน ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ ดินโคลนตะกอน ในแม่น้ำข้ามพรมแดน ได้ปรากฏชัดเจนตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในเกือบ 100 ปีของจังหวัดเชียงราย ประชาชนริมแม่น้ำสังเกตว่าน้ำขุ่นข้นผิดปกติเมื่อน้ำลดแล้วโคลนก็ยังสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนทรัพย์สินและพื้นที่เกษตรกรรมมูลค่าหลายพันล้านบาท ต่อมาหน่วยงานตรวจพบว่ามีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในน้ำและดินตะกอน โดยเฉพาะโลหะหนักที่เป็นพิษ ทั้งสารหนู ตะกั่ว ปรอท“เราพบว่าที่ต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน มีการทำเหมืองเถื่อนที่ไม่มีมาตรฐานการควบคุมใดๆเข้าปีที่ 2 แล้ว แต่ยังไม่มีการแก้ไขที่ต้นเหตุ เหมืองเหล่านี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว” การเดินธรรมยาตราในครั้งนี้นำโดยคณะสงฆ์ ร่วมด้วยประชาชนและชุมชนจากหลายลุ่มน้ำ โดยจะเริ่มในวันสำคัญทางพุทธศาสนา คือวันวิสาขบูชา 31 พฤษภาคมจนถึงวันที่ 5 มิถุนายน...วันสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อร่วมรณรงค์การตระหนักรู้ถึงปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนที่จะสะสมในระบบนิเวศ แม่น้ำ สัตว์ ร่างกายของมนุษย์ ที่กำลังก่อความเสียหายข้ามพรมแดนในระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ“สหประชาชาติ” มีหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชน ปกป้องคุ้มครอง เยียวยาความเสียหาย แต่ในประเทศเพื่อนบ้านกลับเป็นช่องว่างที่ไร้ความรับผิดชอบ?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม