เอกสารที่หลุดออกมา ทำให้คำชี้แจงของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เกี่ยวกับวันเริ่มรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ เปลี่ยนไป จากที่เคยปรากฏในเอกสารชุดก่อน ที่ระบุว่าให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 เปลี่ยนมาเป็นวันที่ 6 เมษายน 2560 ในคำชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญเอกสารที่หลุด ระบุว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 คณะรัฐมนตรีที่รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จึงเป็น ครม.รัฐธรรมนูญ 2560 ในวันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ คือ 6 เมษายน 2560 พล.อ.ประยุทธ์จึงมีสิทธิ์เป็นนายกฯต่อไป จนถึง 6 เมษายน 2568รวมแล้วเป็นเวลาถึง 11 ปี นับแต่วันที่เริ่มเป็นนายกฯของจริง ในปี 2557 เอกสารที่รั่ว ไม่ทราบว่าเป็นของนายมีชัยจริงหรือไม่ แต่ที่แน่นอนที่สุด เป็นความเห็นที่ต่างจากคนส่วนใหญ่ เช่น 51 คณาจารย์นิติศาสตร์ 15 มหาวิทยาลัย รวมทั้ง รศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรศ.ดร.พรสันต์เคยวิจารณ์ว่า ผู้ที่เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มเป็นนายกฯเมื่อปี 2560 หรือ 2562 เปรียบเสมือนคนที่เห็นว่า พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย ดักคอว่า “ประชาชนคงจะไม่อยากเห็นเนติบริกร” กลายเป็น “เนติศรีธนญชัย”แม้แต่คนทั่วไปก็สงสัย รัฐธรรมนูญมาตรา 264 ระบุว่า “ให้ ครม.ที่บริหารราชการ อยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็น ครม.” ตามรัฐธรรมนูญนี้คือ ครม.ชุดไหน มี ครม.ประยุทธ์ชุดเดียวที่บริหารประเทศอยู่ก่อนวันประกาศใช้ รธน. 6 เม.ย.2560 จะอ้างว่าเพิ่งจะเป็นนายกฯ เมื่อ 6 เม.ย.2560 ได้อย่างไรถ้าจะตีความให้ถึงแก่น ต้องยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นหลักสำคัญ นั่นก็คือบทบัญญัติห้ามเป็นนายกฯเกิน 8 ปี เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจการเสพติดอำนาจ การเหลิงอำนาจ ใช้อำนาจในทางทุจริต ทุจริตโกงกิน หรือกดขี่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน เพราะยิ่งอยู่นานยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมีตัวอย่างมากมาย โดยเฉพาะในประเทศเผด็จการ ผู้เผด็จการมักเริ่มต้นด้วยเป็น “ขวัญใจประชาชน” แต่กลายเป็น “ทรราช” เมื่อลุแก่อำนาจหลังจากที่คุมอำนาจยาวนาน จนกุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ ประเทศประชาธิปไตยจึงต้องป้องกันการเหลิงอำนาจ โดยขีดเส้นให้ผู้นำ ส่วนประเทศเผด็จการปล่อยให้อิสระเสรี.