ชนวนปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากตัดมิติเรื่องอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนออกไป แล้วมองผ่านอีกมิติ...“เศรษฐกิจการเมืองแฝงเร้น” ประเด็นเรื่อง “กลุ่มธุรกิจมืด” ของเถื่อนและสินค้าหนีภาษีตามแนวชายแดนถือเป็นอีก “สารตั้งต้น” และ “ท่อน้ำเลี้ยง” ที่มีน้ำหนักมหาศาลชัดเจนว่ามีศักยภาพในการหล่อเลี้ยงให้ไฟใต้คุโชนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้เป็นแค่ผลพลอยได้จากความไม่สงบ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายกรณีคือ “ต้นเหตุหลัก” ที่ทำให้ความรุนแรงไม่ยอมจบสิ้น?ชั่งน้ำหนักและกลไกความเชื่อมโยงของธุรกิจมืดต่อสถานการณ์ไฟใต้ระลอกปี 2569 ตั้งข้อสังเกตวิเคราะห์ความเป็นไปได้ น้ำหนักเชิงโครงสร้าง “ท่อน้ำเลี้ยง” ที่ตรวจสอบไม่ได้...โครงสร้างของกลุ่มติดอาวุธจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการปฏิบัติการ ทั้งค่าอาวุธ ค่าเบี้ยเลี้ยงกองกำลัง และค่าชดเชยครอบครัวแนวร่วมลำพังเงินบริจาคเชิงอุดมการณ์ไม่เพียงพอ ธุรกิจมืดชายแดน จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้?กลุ่มธุรกิจมืด เช่น ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่... ทั้งทางบก ทางทะเล ยาเสพติด...ยาบ้า...ยาไอซ์...เฮโรอีน สินค้าหนีภาษี ฯลฯ จำเป็นต้องจ่าย “ค่าผ่านทาง” หรือ “ค่าคุ้มครอง” ให้กับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ เพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าผ่านเขตอิทธิพลได้โดยไม่ถูกโจมตี...อาจจะเกิดกลไกส่วยและการคุ้มครองถัดมา...การฟอกเงินผ่านสัญลักษณ์ เงินนอกระบบจำนวนหลายร้อยล้านบาทต่อปี ถูกฟอกผ่านร้านค้า หรือ...ธุรกิจอื่นๆ บังหน้าในพื้นที่ ทำให้ยากต่อการแกะรอยของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือเปล่า? เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนและเปิดเผยสะท้อนความโปร่งใสสอง...น้ำหนักเชิงยุทธวิธี ยุทธการ “เบี่ยงเบนความสนใจ” คิดง่ายๆ นี่คือจุดที่ธุรกิจมืดทำหน้าที่เป็น “ต้นเหตุ” ของความรุนแรงโดยตรง ผ่านกลยุทธ์ยืมมือสร้างสถานการณ์หรือไม่สมมติ...ทุนสีเทาต้องการขนของเถื่อนลอตใหญ่...มีการจ้างวาน ส่งสัญญาณ กลุ่มติดอาวุธก่อเหตุรุนแรง เช่น ลอบยิงตำรวจ วางระเบิดเสาไฟเจ้าหน้าที่รัฐตรึงกำลัง...มุ่งความสนใจไปที่จุดเกิดเหตุ ผลลัพธ์...ด่านตรวจถัดไปหย่อนยาน เส้นทางลำเลียงสิ่งผิดกฎหมายเปิดโล่ง?ประเด็นสำคัญคือสร้างความปั่นป่วนเพื่อเปิดทาง ทุกครั้งที่มีการขนส่งยาเสพติดลอตใหญ่หรือน้ำมันเถื่อนข้ามชายแดน มักจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในอีกอำเภอหนึ่งอย่างประจวบเหมาะ เพื่อดึงกำลังพลฝ่ายความมั่นคง (ตำรวจ ทหารพราน) ไปปิดล้อมตรวจค้น ทำให้ด่านตรวจในเส้นทางลำเลียงจริงมีกำลังพลเบาบางลงจับตา “แนวร่วมมุมกลับ” ระหว่าง “ขบวนการ” กับ “ทุนสีเทา”...ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มติดอาวุธกับกลุ่มธุรกิจมืด ไม่ใช่พันธมิตรโดยเนื้อแท้ แต่เป็น “ผลประโยชน์ร่วมที่ลงตัว” หรือไม่?ความต้องการสภาวะ “พื้นที่ยกเว้นกฎหมาย” ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับสู่สภาวะปกติ...คือปลายทางร่วมหากสถานการณ์สงบและมีการยกเลิกกฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กลไกการตรวจสอบของรัฐจะกลับสู่ระบบปกติ และการบังคับใช้กฎหมายปกติที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะทำลายโครงสร้าง “รายได้” ของ “ทุนสีเทา” ทันทีต่อเนื่องด้วย...การดิสเครดิตกลไกการเมือง ในจังหวะเหมาะเจาะลงตัวสะท้อนการฉายไฟเปิดโปงเรื่อง “ธุรกิจมืด” และ “ส่วยชายแดน” ไปเปิดโปงหรือไม่ ต่อเนื่องเชื่อมโยงไปถึงมิติปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐหรือเปล่า?ประเด็นสำคัญมีว่า...น้ำหนักของประเด็นนี้จะลดลงทันทีหากเจ้าหน้าที่รัฐซื่อสัตย์ แต่ในความเป็นจริง มูลค่าผลประโยชน์ของธุรกิจมืดนั้นสูงจนสามารถซื้อกลไกอำนาจรัฐระดับปฏิบัติการบางส่วนได้ไหม?นี่คือคำถามสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขคลี่คลายต้นตอปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพพลิกแฟ้มบางคดี บางเหตุร้าย บางเหตุรุนแรง...เงื่อนงำสะเทือนขวัญอาจสะท้อนให้เห็นว่า เครือข่ายอิทธิพลมืด ขบวนการติดอาวุธและเจ้าหน้าที่รัฐ (บางกลุ่ม) มีจุดเชื่อมโยงกันอยู่ ไม่แน่ว่า...เงินส่วยจากน้ำมันเถื่อนและของหนีภาษีอาจถูกใช้ซื้อข้อมูลข่าวสารอัปเดตของทางการทำให้กลุ่มคนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมายล่วงหน้า...เป็นไปได้หรือไม่?เอาว่า...หากให้คะแนนเต็ม 10 น้ำหนักของ “กลุ่มธุรกิจมืด” ที่เป็นต้นเหตุของไฟใต้อาจจะอยู่ที่ 8 คะแนน...ถึงตรงนี้แม้อุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์จะเป็นเชื้อเพลิงในการระดมคน แต่ต้องยอมรับความจริงที่ว่า “ธุรกิจมืดและของเถื่อน” ก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่เกี่ยวข้อง เสมือนเป็นน้ำมันที่คอยราดให้ไฟนี้ไม่มีวันดับตราบใดที่รัฐบาลส่วนกลางยังมองปัญหาภาคใต้เป็นแค่เรื่อง “ความมั่นคงทางทหาร” หรือ “ความยากจน” โดยไม่กล้าผ่าตัดใหญ่ทำลายขบวนการทุนสีเทาชายแดนและระบบส่วย...โต๊ะเจรจาสันติภาพกี่โต๊ะก็พร้อมจะถูกล้มได้ตลอดเวลาจากผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์นอกระบบเหล่านี้นักวิชาการสันติวิธีสะท้อนว่า หากมองผ่านแว่นตาของความมั่นคงแบบดั้งเดิม เราอาจเห็น “ขบวนการอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน” กับ “กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ” เป็นเส้นขนานสองเส้นที่ไม่ตัดกัน แต่ในความเป็นจริงของสมรภูมิชายแดนใต้ตั้งแต่ปี 2547-2569 เส้นสองเส้นนี้ได้หลอมรวมกันกลายเป็น...“เศรษฐกิจสงคราม” ที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกันอย่างแนบแน่นการหลอมรวมของทุนมืดกับขบวนการก่อความไม่สงบ ทำให้การแก้ปัญหาไฟใต้ซับซ้อนขึ้นทวีคูณ และสร้างสภาวะย้อนแย้งที่น่ากลัว...“ความไม่สงบคือความมั่นคงของกลุ่มทุนมืด” ใช่หรือไม่?หากวันใดที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดสันติภาพที่แท้จริง ด่านตรวจลดลง กฎหมายความมั่นคงถูกยกเลิกและสปอตไลต์ถูกส่องสว่างทั่วพื้นที่ วันนั้นคือวันเจ๊งของธุรกิจเถื่อนและ ยาเสพติด.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม