ชุดสืบสวน บช.ปส.รับตัวสาวนักหิ้วถึงงวงช้างสนามบินสุวรรณภูมิ พาตัวไปสอบเครียดกว่า 2 ชม. ผบช.ปส. นำทีมแถลง จากการสืบสวนพบเป็นแก๊งค้ายาชาวเวียดนาม ครั้งที่สาวไทยถูกจับกุมถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ขบวนการใช้วิธีนี้ หลังความแตกประสานข้อมูลกับทางการญี่ปุ่นจับกุมสาวเวียดนามทำหน้าที่โอนเงินในขบวนการส่งเข้าเรือนจำไปแล้ว พบรอบ 1 ปีมีเงินหมุนเวียนกว่า 12 ล้านบาท ส่วนหัวหน้าแก๊งเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว ด้านสาวนักหิ้วของเหยื่อแก๊งยาเสพติดเปิดใจครั้งแรก ได้รับการติดต่อจ้างงานผ่านไลน์ ให้รับหิ้วของไปส่งประเทศญี่ปุ่น ยืนยันตรวจสอบสินค้าแล้วเห็นว่าเป็นประเภทของกินและขนมปกติ เนียนมากจนไม่ได้เอะใจ เตือนคนรับหิ้วของหากเป็นไปได้ควรซื้อของแล้วนำมาแพ็กส่งเอง ไม่ควรรับของที่แพ็กมาแล้ว เผยติดคุกอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 20 วันโดยไม่รู้ชะตากรรม มองย้อนกลับไปไม่คุ้มกับเงินที่ได้รับ หลังจากนี้คงไม่รับหิ้วของส่งอีกแล้วกรณี น.ส.จุฑาทิพย์ หรือเทียน ทองน้อย อายุ 28 ปี ถูกเจ้าหน้าที่สนามบินฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น จับกุมหลังตรวจพบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟน้ำหนักรวม 900 กรัม เบื้องต้นให้การปฏิเสธ ไม่รู้ว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ เนื่องจากรับจ้างขนกาแฟซองดังกล่าวจากผู้ว่าจ้างที่ประเทศไทยไปส่งที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น หลังจากนั้นทางการประเทศญี่ปุ่นประสานเจ้าหน้าที่ไทยให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวพบข้อเท็จจริงการโอนเงินว่าจ้างขนของให้ น.ส.จุฑาทิพย์ 3,600 บาท พอเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาไม่รู้เรื่องยาเสพติดที่ซุกซ่อนอยู่จริง หลังจากนั้นส่งข้อมูลกลับไปให้ญี่ปุ่นรวบรวมเข้าสำนวนและอัยการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดีตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นความคืบหน้าจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 14.00 น. น.ส.จุฑาทิพย์ ทองน้อย เดินทางมาถึงท่าอากาศยานฯ โดยมีพนักงานสอบสวน บช.ปส.ไปรับถึงงวงช้างออกมาขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ในช่องทางพิเศษพาเดินทางไปสอบสวนที่ บช.ปส.ทันที โดยมี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส. และ พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส. ร่วมสอบสวน นอกจากนี้ยังมีครอบครัวมารอรับกลับบ้านด้วยเวลา 17.00 น. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส.แถลงความคืบหน้าการสอบสวนว่า วันที่ 12 ก.ค.เวลาประมาณ 07.00 น. มีการคุมตัวหญิงไทยที่สนามบินฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับยาเสพติดประเภทยาไอซ์ ใส่ในซองกาแฟสำเร็จรูปและสินค้าอื่นๆ อีกหลายประเภท เช่น ชา น้ำพริก และปลากระป๋อง แต่ยังไม่เป็นข่าว บช.ปส.ร่วมกับ ป.ป.ส.ดำเนินการสืบสวน ขอข้อมูลเบื้องต้นมาจากญี่ปุ่นเพื่อเร่งรัดหาตัวคนร้ายในไทย เปิดคดีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มีผู้กระทำผิดระหว่าง 2 ประเทศไม่ต่ำกว่า 3 คน และการสืบสวนขยายผลจนทราบว่ามีการดำเนินการเป็นขบวนการของแก๊งต่างชาติ“พฤติการณ์คือ เริ่มต้นจากน้องเทียนมีกำหนดเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นวันที่ 11 ก.ค. แอ็กเคาต์ ชื่อ “ING ING” ส่งพัสดุมาให้โดยฝากไปที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 2 (ครั้งแรกเมื่อ พ.ค.) จากการสืบสวน “ING ING” คือ นายแบง สัญชาติเวียดนาม เดินทางเข้ามาผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 จ.มุกดาหาร วันที่ 8 ก.ค. ต่อมาวันที่ 10 ก.ค. ไปซื้อของที่ห้างแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ นำของที่ซื้อมาแพ็กรวมกับซองกาแฟ และจ้างคนส่งพัสดุจากแอปพลิเคชันไปส่งที่บ้านน้องเทียนวันที่ 10 ก.ค.เวลา 21.20 น. จากนั้นนายแบงเดินทางไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 จ.นครพนม ตรวจสอบเส้นทางการเงินนายแบงประสานไปยังนายถัง ชาวเวียดนาม ที่เป็นคนดูแลเรื่องเงินในขบวนการ และเป็นคนสั่งการให้โอนเงินค่าของและค่าพัสดุทั้งหมด นายถังประสานกับ น.ส.โฮ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เปิดบัญชีธนาคารไทยใช้ในการโอนเงิน โดยใช้บัญชีตัวเองโอนเงินเป็นค่าหิ้วของให้น้องเทียน” ผบช.ปส.กล่าวพล.ต.ท.อาชยนกล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบบัญชีของ น.ส.โฮ ระยะเวลา 1 ปี พบมีเงินหมุนเวียน 12 ล้านบาท เป็นเงินที่เข้าและออกทันที ตำรวจจับกุม น.ส.โฮ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. ขณะนี้อยู่ในเรือนจำ ตำรวจจะเข้าไปสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง เบื้องต้น น.ส.โฮยังให้การภาคเสธ ยอมรับเพียงว่าเป็นแค่คนบริหารเงินผ่านบัญชีของตัวเอง แต่อ้างว่าทำตามคำสั่งของนายแบงแต่ไม่ได้รับค่าจ้าง เนื่องจากเป็นหนึ่งในขบวนการอยู่แล้ว แนวทางการสืบสวนยังพบว่า น.ส.โฮกับนายเหงียน มีความสัมพันธ์เป็นสามีภรรยากัน และนายเหงียนเป็นน้องนายถังที่อยู่ประเทศเวียดนาม ขณะนี้นายเหงียนยังอยู่ในประเทศไทย ตำรวจ บช.ปส.เชิญตัวมาสอบปากคำในฐานะพยาน เพราะยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงถึงต้องขยายผลเพิ่มเติม ขบวนการนี้ตัวการใหญ่คือนายแบงที่หนีออกนอกประเทศไปแล้ว“ส่วนไรเดอร์ส่งพัสดุที่ขับรถสีขาว ตำรวจสอบปากคำไว้ฐานะพยาน เนื่องจากไรเดอร์ทำงานนี้อยู่แล้ว รับงานตามระบบปกติ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่เข้ามารับงานของขบวนการนี้ ไม่ได้เป็นคนเดียวกับที่ส่งพัสดุให้กับน้องเทียนครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ค.” ผบช.ปส.กล่าว เมื่อถามถึงการลักลอบนำเข้ายาเสพติด พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส. ระบุว่าการนำเข้ามี 2 รูปแบบคือ บรรจุมาจากต่างประเทศ หรือนำยาเสพติดเข้ามาบรรจุในไทยอยู่ระหว่างสืบสวน สำหรับคนรับพัสดุปลายทางคาดว่าเป็นคนเดียวกับที่ส่งพัสดุครั้งแรก คาดว่าจะสามารถจับกุมได้ในอนาคตพล.ต.ท.อาชยนกล่าวว่า บช.ปส.และ ป.ป.ส.ต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบเรื่องนี้ให้มากขึ้น ขอเตือนประชาชนว่า 1.การส่งของประเภทนี้จะใช้ชื่ออวตารทั้งหมด ไม่ใช้ชื่อจริง 2.จะใช้เวลากระชั้นชิดเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายมีเวลาตรวจสอบสินค้า 3.ต้องดูลักษณะสินค้าที่ส่งว่าน่าส่งหรือไม่ หาซื้อได้ง่ายในประเทศปลายทางหรือไม่ และ 4.ไม่แนะนำให้รับหิ้วเพราะจะมีกฎหมายหลายตัวเข้ามาพัวพัน เช่น กฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบเรื่องนี้ด้าน น.ส.จุฑาทิพย์กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจ้างงานผ่านทางไลน์ให้รับหิ้วของไปส่งประเทศญี่ปุ่น ยืนยันว่าตนตรวจสอบสินค้าแล้วเห็นว่าเป็นประเภทของกิน และขนมปกติ เนียนมากจนไม่ได้เอะใจอะไร แต่ขณะเดียวกันคำพูดที่สื่อสารในแชตบางครั้งก็แปลกๆ ลักษณะเหมือนเป็นการแปลภาษา ไม่ใช่คนไทย เช่น เวลาโอนเงินส่งข้อความมาบอกว่า “ฉันจะโอนเงินให้คุณเดี๋ยวนี้” เป็นต้น ขอเตือนคนที่รับหิ้วของว่า หากเป็นไปได้ควรซื้อของแล้วนำมาแพ็กส่งเอง ไม่ควรรับของที่แพ็กมาแล้ว อย่างตนติดคุกอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 20 วัน โดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะถูกจับอีกนานแค่ไหน มองย้อนกลับไปแล้วไม่คุ้มกับเงินที่ได้รับมาเลย หลังจากนี้คงไม่รับหิ้วของส่งอีกแล้วอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่